:Summer with Monika: Chapter 1
:Summer with Monika: Chapter 1 : Pink Moon
“... นี่พี่เอ็ม รู้มั้ยทุกครั้งเวลาพี่นัธเดินผ่าน ทุกๆคนก็ต้องเหลียวมามองเขากันทั้งนั้นแหละ ทำให้ปิ๊งไม่เคยเขินที่จะมองเขาหรอกนะ
....พี่เอ็มว่า 360 องศา มันแคบไปรึเปล่าคะ ทำไมพี่นัธเขาถึงมองมาพอดีเวลาที่ปิ๊งมองเขาล่ะ แล้วเรื่องที่เขามาจีบน่ะ ปิ๊งยังคิดอยู่เลยว่าปิ๊งคงกำลังหลับฝันอยู่ แต่ขอร้องนะว่า ....อย่าปลุก....”
...... กาลครั้งหนึ่ง มีเจ้าหญิง…. ด้วย เหตุผลต่างๆ วันศุกร์ คือ วันที่สุขกระพือที่สุดของเหล่าชนเผ่ามนุษย์ออฟฟิศทั้งหลายชายหญิง
และยิ่งจะเพิ่มสูงสุดเมื่อเวลาเลิกงานมาถึง การที่ได้ดีดสละออกจากเก้าอี้งานมุ่งตรงสู่วันหยุดด้วยเหตุผลในความยินดีที่ ต่างๆกัน
หญิงสาวร่างเล็กก้าวชับฉับไว ผมยาวดำตรงเคลียหลังไหวกระเพื่อมตามแรงก้าวเดิน มือหนึ่งของหญิงสาวถือกระเป๋า Canvas แฮนด์เมดลายภาพเขียนสไตล์ๆ ใบค่อนข้างใหญ่ และกำลังหนีบโทรศัพท์มือถือคุยอยู่
“…ปิ๊งว่าปิ๊งน่าจะถึงปากช่องประมาณสามทุ่มนะพี่ปื๊ด…นี่ก็รีบสุดๆแล้ว… แค่นี้นะ จะเข้าลิฟท์”
ปิ๊ง ชื่อจริงคือ นางสาว เจ้าหญิง นามสกุล แรมอรุณ อายุ 24 อาชีพ AE …
สวย เก๋ แต่ไม่ค่อยชอบยิ้ม และขอบตาคล้ำเป็นประจำเพราะเป็นโรคนอนไม่หลับ
เสียงรองเท้าส้นสูงของปิ๊งก้าวกระทบพื้นดังถี่ๆ ตามหลังหนุ่มหล่อผู้่ถือ Louis Vuitton Luggage ใบใหญ่แพงระยับ ซึ่งเดินนำหน้าอยู่
ลิฟท์คนค่อนข้างแน่น แต่ยังสามารถบรรทุกได้อีก สำหรับวันศุกร์ที่ใครๆ ก็อยากรีบแบบนี้ ชาย
หนุ่มแทรกตัวเข้าในลิฟท์ไปก่อนขยับ Louis Vuitton เบียดคนอื่นๆให้ขยับ เพื่อเปิดพื้นที่ให้สาวร่างเล็กได้ตามเข้าไปด้วย ปิ๊งเข้าไปยืนข้างๆชายหนุ่ม
"หอบกระเป๋าหนีตามกันหรือเปล่าเนี่ย น้องปิ๊ง…ไอ้นัธ ยังไงวะเคลียรมาเลย” เสียงแซวดังผ่ากาลเทศะมาจากด้านหลังลิฟท์ที่คนยืนกันฟังกันแน่น
“อิจฉาเหรอ?” พี่นัธตอบเพื่อนเป็นคำถาม ด้วยน้ำเสียงสุภาพ
เพื่อนร่วมงานจากแผนกกราฟฟิกของพี่นัธคนนั้นหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ ดังมาจากด้านหลังลิฟท์
ลิฟท์เคลื่อนไหว เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์เพลง Blue Danube ดังขึ้นระหว่างลิฟท์ผ่านชั้น 17-16 พี่ นัธล้วงโทรศัพท์ออกมาดูแล้วตัดสินใจอยู่สักครู่ก่อนกดรับสาย
ท่ามกลางความนิ่งเงียบกริบ ราวกับทุกคนในลิฟท์กำลังเงี่ยหูคอยฟังการแสดงดนตรีคลาสสิก
“ครับ พี่กำลังกลับ......คิดว่าถึงประมาณสามทุ่ม ....เดี๋ยวพี่ถึงบ้านแล้วค่อยคุยได้มั้ย .....”
พี่ นัธนั้นนอกจากหล่อแล้วก็ยังฐานะดีมาก โทรศัพท์ที่เขาใช้จึงเป็นรุ่นราคาแพงมากซึ่งคุณภาพเสียงค่อนข้างดีเยี่ยม ทุกคนในลิฟท์จึงได้ยินทั่วถึงว่า
น้ำเสียงเอาแต่ใจจากปลายสายนั้นน่าจะเป็นหญิงสาวคนสำคัญของพี่นัธ
“....พอแล้ว....รออยู่บ้านนั่นแหละ....ถึงช้าก็ดีกว่าไม่กลับ ใช่มั้ยครับ...” เสียงหญิงสาวจากปลายสายหยุดพูดแล้วเปลี่ยนเป็นร้องไห้
ทุกคนในลิฟท์ต่างฟังอย่างตื่นเต้นลุ้นระทึก แต่ปิ๊งกลับรู้สึกมืด หืน ขาดอากาศ
พี่่นัธวางสายโทรศัพท์ลง พอดีที่ลิฟท์เปิดที่ชั้น 1 ปิ๊งรีบพุ่งตัวออกจากลิฟท์ไปโดยเร็วไม่เหลียวหลัง
พี่นัธก็รีบติดตามปิ๊งออกไปเพื่อให้ทัน ส่วน คนอื่นๆที่ยังทึ่งกับเหตุการณ์ที่เพิ่งคุกรุ่นก็นิ่งกันไปอึดใจ
จนจังหวะที่ประตูลิฟท์เกือบจะปิด คนที่อยู่ใกล้ได้สติรีบกดปุ่มเปิดค้างไว้ได้ ทุุกคนจึงได้ออกไปสู่วันศุกร์ตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก
พร้อมกับเรื่องเมาท์สนุกปาก ......
“ปิ๊ง ปิ๊ง เดี๋ยวก่อนครับ...” พี่นัธตามปิ๊งมาทัน ที่บนสะพานลอยก่อนถึงทางเชื่อม BTS ปิ๊งหยุดเดินแล้วหันกลับมามองหน้าพี่นัธตรงๆในทันที จนพี่นัธก็เกือบจะหยุดเดินไม่ทัน
“ปิ๊งจะกลับปากช่องพร้อมพี่ไม่ใช่เหรอครับ....” ปิ๊งจ้องหน้าพี่นัธระหว่างคิดหาคำตอบให้กับคำถามที่พี่นัธเพิ่งถาม ดูเหมือนจะใช่
ที่ปิ๊งมีแผนจะร่วมเดินทางกลับพร้อมพี่นัธ
เสียงโทรศัพท์ของพี่นัธก็ดังขึ้นคั่นกลาง แต่พี่นัธปล่อยให้มันดังไปอย่างนั้น ไม่ยอมรับสาย
“รับโทรศัพท์ก่อนเถอะค่ะ” พี่นัธถอนหายใจอย่างหดหู่ก่อนรับสาย
“...ไม่ต้องร้องนะ...พี่กำลังไป...เงียบก่อนนะครับ...”
พี่นัธสะพาย Louis Vuitton ขึ้นไหล่ แล้วใช้มือแตะที่แขนปิ๊งแล้วหมุนผลักตัวปิ๊งเบาๆเพื่อบอกให้เดินต่อไป
ปิ๊งก้าวขาออกเดินไปกับพี่นัธ
“..เอาเป็นว่าพี่ขอโทษนะ...อืม...” พี่นัธยังคงเดินคุยโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ แทรกตัวไปกับผู้คนมากมายที่่กำลังเดินสวนกันขวักไขว่
“เย็นนี้มีอะไรทานมั่งล่ะ....ก็หิวเหมือนกันแหละ...กำลังจะขึ้น BTS แล้ว....เดี๋ยวก่อนนะ.....”
ที่ทางเข้า BTS พี่นัธหันมองไปรอบๆตัว ท่ามกลางผู้คน แต่ไม่รู้ปิ๊งหายไปไหนแล้ว ...... ปิ๊ง ตั้งใจหลบออกมา แล้วกลับมายืนแน่นิ่งอยู่กับที่
บนสะพานลอยข้ามแยกที่มีการจราจรหนาแน่นอยู่ใต้ฝ่าเท้า ทั้งที่โดยส่วนใหญ่แล้ว ปิ๊งมักจะสะกดจิตตัวเองอยู่เสมอว่าตนเองเป็นผู้หญิงประเภทฉลาด
แต่วินาทีนี้และวินาทีที่กำลังผ่านตัวปิ๊งไปพร้อมๆกับผู้คนที่ต่างก้าวเดิน กันอยู่ แสงอาทิตย์ที่ยิ่งนับทแยงแสงลงเอียงต่ำ พระจันทร์ซีดที่ซอกคอตึกสูงยิ่งบ่งตัวตนชัดขึ้น ปิ๊งพยายามปลุกตัวเองขึ้นจากอาการมึนหมัดน็อคให้รับรู้สภาพการยังหมุนอยู่ ของโลก
“No No Baby... naze utsumuku no Sono me ni boku dake wo utsushite...” - เพลง OH MY JULIET! เสียงเพลงเรียกเข้าโทรศัพท์ของศิลปินญี่ปุ่นเจ็บๆ ของปิ๊งดังขึ้น
ขณะเดียวกันนั้นพี่นัธก็กำลังพยายามโทรหาปิ๊ง และเดินวนๆหา พลางมองดูนาฬิกาอย่างร้อนใจ
“ปิ๊ง...ปิ๊งใช่มั้ย...ปิ๊ง...เราโหม่ง จำได้ป่าว” ปิ๊ง เผลอกลั้นหายใจ แล้วกระพริบตาถี่ๆสองสามครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ายักษ์ราหูตัวสูงที่กำลังบังพระอาทิตย์เกือบตกดินจนมิดนี้ ใช่ไอ้โหม่งคนเดียวกันกับที่ตัวเองคิดหรือไม่
“เราไง...โหม่งไง...” โหม่งยิ้มกว้างทักอย่างตื่นเต้น “Somuite boku wo mite... Kotaete kimi wa boku no mono to...ah ah.....”
โทรศัพท์มือถือปิ๊งยังคงดัง เรียกให้รับสาย หัว เหม่งสกินเฮด จมูกโด่งมาก กับตาตี่ๆ และชั้นเนื้อหนียงที่คางแสดงตัวเล็กน้อยใต้เงาของเคราหนวดยามฉีกยิ้มกว้าง ซึ่งมาจากแคลลอรี่สะสมของแอลกอฮอล์แล้วไม่ค่อยออกกำลังกาย
โหม่งอยู่ในเสื้อคอกลมยืดๆ สีเทา กางเกงยีนซีดๆ และรองเท้า Converse หนังเก่าๆ มอๆ เป็นเครื่องแบ่งแยกยืนยันออกจากชุมชนมนุษย์ออฟฟิศแห่งนี้ ปิ๊งแหงนหน้าจ้องรอยยิ้มบนความสูง 185cm. ด้วยอาการช็อคครู่ใหญ่ โดยที่ยังปล่อยใด้โทรศัพท์มือถือตัวเองยังดังอยู่อย่างนั้น
“Naze boku wa boku ni, kimi wa kimi ni Umaretekite shimatta no darou...! Mou...taerare nai yo”
“...เอ่อ ปิ๊งรับก่อนก็ได้” โหม่รู้ตัวว่าเสียมารยาทแล้วที่มาทักช่วงโทรศัพท์ปิ๊งดัง ปิ๊งดูเบอร์แล้วก็กดรับ
“ฮัลโล..พี่ปื๊ด...เอ่อ ยังไม่ได้ไปถึงไหนหรอก....” โหม่งยิ่งฉีกยิ้มกว้างขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินชื่อปื๊ด
“พี่ปื๊ด...ปิ๊งบังเอิญเจอโหม่งน่ะ...คุยมั้ย...เอ่อ โหม่งพี่ปื๊ดจะคุยด้วย...”
ปิ๊งยื่นโทรศัพท์ให้โหม่งที่ยืนรอรับอยู่อย่างตื่นเต้น
“..โหล เฮ้ยเปงไงมั่งวะ ทำไรอยู่.....หา! แต่งงาน...หา! วันนี้...หา! เออไปๆ ว่างๆ ได้ๆ เคๆ...”
โหม่งยื่นโทรศัพท์ส่งคืนให้ปิ๊ง และมองปิ๊งเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วจึงพูดขึ้น
“เดี๋ยวเราขับรถไปส่งปิ๊งเองนะ จะได้ ชิล ชิล โคราชแป้บเดียวก็ถึงแระ....โคตรเซอร์ไพรซ์เลยวันนี้”
“No No Baby... naze utsumuku no Sono me ni boku dake wo utsushite...”
โทรศัพท์ปิ๊งดังขึ้นมาอีก ปิ๊งหยิบขึ้นมาดูเบอร์พบว่าเป็นเบอร์พี่นัธจึงกดทิ้งแล้วดับเครื่องโทรศัพท์ ปิ๊งตัดสินใจออกเดินไปกับโหม่ง ส่วนพี่นัธนั้นเมื่อพยายามโทรเข้าเครื่องปิ๊งจนเสียงปลายสายแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้แล้วจึงเดินเข้ารถไฟฟ้าไป .
..... ฝน ตกหนักตลอดทางขึ้นภูเขา บนถนนสี่เลนส์ทางหลวงเลขที่ 304 ที่อาจอยู่ระหว่างเขตฉะเชิงเทรากับสระบุรี หรือสระบุรีกับนครราชสีมา
...ไม่อาจทราบได้ เพราะฝนเม็ดโตตกกระหน่ำสม่ำเสมอ มาเป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้ว หนักเสียจนอ่านป้ายบอกทางไม่ออก นานๆจะมีรถบรรทุกขนส่งสินค้าขับสวนผ่านไปบ้าง
รถยนต์ BMW Series 5 สีดำ รุ่นไฟตากลม (พระเจ้าเหา) ค่อยๆ คลานผ่านพายุฝนและความมืดไปอย่างช้าๆ รถราคาแพงเมื่อในอดีต ถูกตกแต่งได้อย่างเข้ายุคสมัยที่ผลิตมันมาก ลายเชยๆของปลอกหมอนในรถ กล่องทิชชูผ้าไหมที่มีขอบระบายแบบป้าๆ กระเช้าดับกลิ่นพวงมาลัยสบู่ และ ต่างๆ อื่นๆ ที่น่าจะเป็นที่นิยมเฉพาะกลุ่มคนวัยป้าๆ ลุงๆ
โดยเฉพาะในกระบะเทปและซีดีเพลงตรงนั้น คู่ชื่นเพลงหวาน, หนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ, หยาดนภาลัย, ....
‘โอววว...นี่มันเครื่อง Time Machine ย้อนเวลาของโดเรม่อนรึเปล่า’ ปิ๊งนึกประทับใจอย่างประชดประชัน ปิ๊งปรับเอนเบาะลง ทั้งที่น่าจะถึงจุดหมายได้ภายในในเวลา 3 ชั่วโมงแท้ๆ แต่นี่ล่วงเลยมากว่า 4 ชั่วโมง แล้วก็ยังไปไม่ถึงไหนเลย ความพยายามในฐานะสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีแบบสามัญดีมีมารยาทได้ผ่านไปหมดแล้ว ตั้งแต่ 2 ชั่วโมงแรกของการสนทนา
....... โหม่งเรียนจบจาก วิศวะ-จากมหาวิทยาลัยชื่อดังตามที่ตั้งใจ จบมาได้ 2 ปีแล้ว แต่ยังไม่เริ่มทำงาน ปัจจุบันยังอยู่กับพ่อแม่ที่กรุงเทพฯ
...ไม่ใช่เรื่องที่เดายากเลย คำว่าเกาะพ่อแม่รับประทานแสดงตัวตนชัดเจนมากกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นโหม่ง ไม่เว้นแต่รถที่โหม่งกำลังขับอยู่
...... ปิ๊ง เรียนจบ Marketing จากมหาวิทยาลัยเอกชน แล้วก็เริ่มทำงาน AE มาตลอด 2 ปี ปิ๊งใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ มาตลอด และคราวนี้เป็นการกลับบ้านที่วังน้ำเขียวหนแรกในรอบ 4 ปี (อำเภอวังน้ำเขียวคือชื่ออำเภอหนึ่งในโคราชซึ่งมีพื้นที่ติดกับอำเภอปากช่อง แค่ภูเขากั้น)
......ส่วนพี่ปื๊ดพี่ชายของปิ๊งเคยเข้าเรียนวิศวะที่ ในโคราช แต่เรียนได้ 2 ปีก็โดนไล่ออก ซ้ำรอยเกมือนกับพ่อปิ๊งที่อดีตเคยสอบได้วิศวะมหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯ และเคยได้เป็นเพื่อนรูมเมทเก่าแก่กับพ่อของโหม่ง แต่พ่อของปิ๊งก็โดนไล่ออกตอนปี 2 พี่ปื๊ดหลังจากออกจากมหาวิทยาลัยก็ได้กลับมาทำไร่องุ่นอยู่กับพ่อที่วังน้ำเขียว และผู้หญิงที่พี่ปื๊ดกำลังจะแต่งงานด้วยวันนี้เป็นเด็กสาวแถวๆ บ้านอายุแค่ 19 ปี แต่ท้องได้ 5 เดือนแล้ว...
“แล้วถ้าปิ๊งไม่เจอเรา ปิ๊งกะจะกลับยังไงอ่ะวันนี้” โหม่งพยายามชวนคุยแก้เบื่อแก้ง่วง “ตอนแรกก็มีพี่เขาว่าจะไปส่ง....แต่พอดีเขาไม่ว่างแล้ว...ปิ๊งก็ว่าจะกลับรถทัวร์ทางปากช่องน่ะ”
ปิ๊งนึกถึงยิ่งแปลบๆ “โห... ลำบากตายชัก ดีแล้วล่ะที่เจอกันน่ะ ตั้งกี่ปีแล้วเนี่ย ....โคตรคิดถึงปิ๊งเลยนะ”
โหม่งพูดคำว่าคิดถึงออกไปแล้วก็มานึกเขินตัวเอง ซึ่งจริงๆแล้วมันคงไม่น่าเขินอะไรนักหนาหรอกแค่คำว่าคิดถึง
แต่ในเมื่อ เมื่อก่อนเคยซะขนาดนั้น แถมวันนี้ปิ๊งก็สวยขึ้นซะขนาดนี้ เงียบ
.....ปิ๊งแสร้งเป็นไม่ได้ยิน เสมองออกไปนอกรถ เห็นรถบรรทุกจอดพักรอให้ฝนซาที่ข้างทาง แทนที่จะไปต่อบนถนนลื่นและพายุเลวร้ายเกินไป
“โหม่งเหนื่อยรึยัง เปลี่ยนปิ๊งไปขับแทนไหม”
“โอย...สบายมาก..ปิ๊งง่วงไหมล่ะ..นอนไปเลยนะ ถึงแล้วโหม่งปลุกเอง” โหม่งพูดพลางเอามือเกาเคราที่คางตัวเองเบาๆ เป็น เรื่องธรรมดาที่น่าตลกมากของมนุษย์ ที่เมื่อเราพบเห็นคนหนึ่งหาวเราก็จะหาวตาม และพอมีใครสักคนพูดเรื่องง่วง เรื่องเพลีย เราจะพาลรู้สึกเพลียๆ ขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ มนุษย์อย่างโหม่งก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
......โหม่งเริ่มหาวขึ้นมาจนได้ และต้องยอมจอดเข้าข้างทางตามที่ปิ๊งสั่ง เส้นฝนตกเอียงทแยงเจ็ดสิบ ห้าองศากับพื้นดินด้วยแรงกระทำของลมพัด กิ่งไม้ใบไม้ของป่าข้างทางโบกพัดป่วนปั่น กระรอกน้อยตัวหนึ่งพลัดหลุดจากโพรงที่อยู่บนต้นไม้ ลิ่วตามแรงลมและสายฝนสาด ตกลงมานอนงงบนกระโปรงรถ BMW สีดำที่เพิ่งเข้ามาจอด
โหม่งกับปิ๊งกำลังพยายามเปลี่ยนสลับตำแหน่งที่นั่งกันในรถ ความง่วงเหงาเมื่อสักครู่ของโหม่งหายไปแทบหมดสิ้น เพราะใบหน้าของปิ๊งอยู่ใกล้ใบหน้าของโหม่งมาก จนมองแทบไม่เห็นอะไรนอกจากใบหน้าของกันและกัน
หัวใจของโหม่ง – เต้น – กระ – ดอน – อย่าง – แรง – แรง จนโหม่งนึกกลัวอีกฝ่ายจะได้ยิน ใน สายฝนที่เอียงทแยง กระรอกน้อยที่น่าสงสารพยายามปีนป่ายขึ้นไปยึดที่ปัดน้ำฝนเอาไว้ ก่อนที่จะสิ้นสติสัมปชัญญะ คงจะเป็นการดีถ้าจะมีมนุษย์ที่ใจดีสักคนสังเกตเห็นสภาพทุกข์เวทนาของกระรอกน้อยแล้วช่วยเหลือมันให้ได้รอดชีวิต ปิ๊งรู้สึกถึงลมหายใจแรงๆ ร้อนๆ ของโหม่งกระทบโดนที่แขน จนรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว ปิ๊งพยายามกลั้นลมหายใจของตัวเอง
ระยะทางระหว่างเบาะรถ ความใกล้ สัมผัสที่บังเอิญโดนโดยจำเป็น ทั้งที่จริงๆแล้วปิ๊งรู้ดีว่าตัวเองเป็นคนตัวเล็ก แต่ตอนนี้ปิ๊งรู้สึกว่าแขนขาและเส้นผมของตัวเองมันยาวเกินไป เยอะแยะเกะกะไปหมด ไม่ว่าขยับอย่างไรก็โดนอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้
ขณะ ที่โหม่งกำลังคิดอยู่ว่ากลิ่นแชมพูที่ผมปิ๊งหอมมาก โหม่งนึกอยากให้ตัวเองตัวใหญ่กว่านี้เพื่อจะได้เบียดกับปิ๊งมากขึ้นอีกสักหน่อย ริมฝีปากสีองุ่นแดงมันช่างแดงมากจริงๆ แม้ในตอนนี้จะมืดมากก็ตาม ยิ่งใกล้ยิ่งเกินห้ามใจ
โหม่งคิดว่าปิ๊งน่าจะลองลงประกวดนางงาม และคิดอยากจะจูบปิ๊งสักหน่อย แต่ไม่แน่ใจว่าจะโดนข้อหาและติดคุกนานแค่ไหน ความคิดในใจของโหม่งไม่อาจปิดบังได้จากแววตาและจังหวะหายใจที่ผ่านออกมาเป็นสาร ในอากาศ
ปิ๊งซึ่งแม้จะพยายามกลั้นใจอยู่ แต่เมื่อชีวิตมันต้องการหายใจก็จึงต้องหายใจตามสัญชาตญาณ ปิ๊งเอามือจับแล้วลูบหัวโหม่งเบาๆ ลงไปถึงท้ายทอยอย่างลืมตัว
… และโหม่งก็เริ่มต้นจูบปิ๊งทันทีโดยไม่กลัวติดคุกแล้ว
เจ็ดนาทีต่อมา กระรอกน้อยฟื้นคืนสติขึ้นมาพบว่าฝนซาลงนิดหน่อยแล้ว จึงกระโดดแต๋วจากกระโปรงรถไปสู่บ้านโพรงต้นไม้ที่มันจากมา โหม่ง กลับไปอยู่ในตำแหน่งคนขับ และปิ๊งกลับมาอยู่ในตำแหน่งข้างคนขับ
โหม่งยกตัวขึ้นเพื่อดึงกางเกงยีนของตัวเองขึ้นใส่ให้เรียบร้อย โหม่งมองปิ๊งและรู้สึกอยากจูบปิ๊งอีกสักครั้งเหลือเกิน แต่ปิ๊ง กลับเอาแต่มองนิ่งออกไปนอกหน้าต่างรถ โหม่งจึงตัดใจ แล้วขับเลื่อนรถออกไปสู่ถนนอีกครั้ง
------------------------------- -----------------------
โหม่งเหลือบมองปิ๊ง ปิ๊งยังคงนิ่งในท่าเดิม -----------
ปิ๊งนึกเจ็บใจตัวเอง ----------------------- --------------------
โหม่งทำดีที่สุดด้วยการไม่พูดอะไร เกือบตี 3 ปิ๊งกับโหม่งเดินทางมาถึงซากของบริเวณงานแต่งงานที่เละเทะตุ้มเปะไปด้วยโคลน ฝน ซึ่งสภาพไม่แตกต่างไปจาก ปื๊ดเจ้าบ่าวที่เละจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ โดยเจ้าสาวท้อง 5 เดือน คอยจับประคองเดินไปประคองเซมา ในทิศที่ต่างๆ ตามแต่ใจเจ้าบ่าวขาเซปรารถนาจะไป
“เอ้อ..ปิ๊ง..น้อง.รัก...ไอ้โหม่ง...ไม่เจอนานเลย...อึ๊ก...มาถึง...ซะดึก..เลย...นะ..อึ๊ก”
ปิ๊งมองสภาพพี่ชายตัวเอง พลางเช็ดโคลนที่ติดเกรอะรองเท้าจากเลนหน้าบ้านเมื่อครู่ออก อย่างอารมณ์บูดๆ พอฝนตกจนหมดฟ้าแล้ว พระจันทร์ก็ปรากฏฉายโฉมตัวอีกครั้งอย่างแจ่มใส เจ้าบ่าวเจ้าสาวกลับเข้าไปอยู่ในห้องหอแล้ว
โหม่งนอนอยู่ที่โซฟาหลับสนิทและฝันหวาน ขณะ ที่ปิ๊งกำลังมองพระจันทร์จากหน้าต่างห้องนอน นึกโทษว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันมาจากอิทธิพลของละครหลังข่าวช่องเจ็ด ที่พอฝนตก ติดฝนด้วยกัน แล้วต้องได้กัน
ปิ๊งเปิดเครื่องโทรศัพท์มือถืออีกครั้ง พบข้อความที่พี่นัธส่งมา
‘พี่ขอโทษที่ไม่เคยเล่าให้ปิ๊งฟังเกี่ยวกับน้องสาวของพี่ แล้วกลับบ้านปลอดภัยดีหรือเปล่า พี่เป็นห่วงนะครับ’
ปิ๊งรู้สึกดีขึ้นมากจนหัวเราะเบาๆกับตัวเอง แล้วปิ๊งก็พิมพ์ข้อความตอบกลับพี่นัธ
‘ปลอดภัยดีค่ะ คืนนี้หลังฝนตกแล้วดาวสวยมาก ...ขอโทษนะที่งอนไม่รู้เรื่อง’
ก่อนส่งปิ๊งก็ตัดสินใจลบข้อความเหลือแค่
‘ปลอดภัยดีค่ะ’
ปิ๊ งกดส่งข้อความถึงพี่นัธ แล้วก็แหงนดูท้องฟ้า คืนนี้หลังจากเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นมากมายขนาดนี้แล้วปิ๊งคิดว่าคงจะข่มตาหลับ ได้ยากอยู่สักหน่อย ......





