ชีวิต(ตอนจบ)
by kid-writer | Wed, 2008-08-27 19:49
5.00 น
เกลียวควันขาวหม่นนม้วนตัวต้องแสงไฟสีส้มจากโคมไฟ ไม่นานก็กลืนหายไปกับสรรพสิ่งโดยรอบ เสียงเพลงลอดผ่านลำโพงทีวีพร้อมภาพประกอบ ชายหนุ่มในจอยืนทำหน้าเศร้าหมองมองทะเลอย่างเหม่อลอย
ผมดับมวนขาวกับที่เขี่ย ใช้สองมือประสานกันรองหัว จ้องมองภาพในจอเลื่อนลอย ไม่รู้เนิ่นนานเท่าใด นานเท่าใดกัน.............
ค่อย ๆ แกะมือหญิงสาวร่างเปล่าเปลือยออกจากแผ่นอก เธอบิดตัวเปลี่ยนท่าเป็นนอนตะแครง ผมหยิบเสื้อยืดที่ปลายเตียงยัดลงหัว ใส่ถุงเท้า รองเท้า
กระจกเงาสะท้อนภาพชายหนุ่ม ผมจ้องลึกเข้าไปในแววตาของตัวตน
เหตุใดมนุษย์จึงซับซ้อนและเข้าใจยากนัก ความรู้สึกบางอย่าล้นเอ่อขึ้นมายากที่จะอธิบายลงไปได้อย่างชัดเจน เมื่อสองชั่วโมงก่อนฤทธิ์สุราทำให้อารมณ์อากามาล้นเอ่อ ผมเป็นคนสัตย์ซื่อ อารมณ์เป็นเช่นไร ร่างกายปฏิบัติตามนั้น ทว่านาทีนี้ ผมตอบตัวเองไม่ได้ว่ารู้สึกเช่นไร ความเหงา ความเศร้า ความไม่เข้าใจ นานาคำถามมากมายผุดพรายขึ้นมา ผมไม่ชอบตัวเองตอนนี้เลย
ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า คุณค่าของชีวิตอยู่ตรงไหนกัน หันกลับไปมอง เธอยังนอนนิ่งอยู่ในท่าเดิม ผมบิดลูกบิดประตู ก้าวเดินออกไปตามทางเดินที่สลัวเลือน
8.30 น
ข้างหน้าคือเซ็นทรัลชิดลม ผมยืนเกาะราวกั้นของสถานีรถไฟฟ้า เหม่อมองลงไปยังท้องถนนเบื้องหน้า พาหนะนานาชนิดสัญจรผ่านมาผ่านไป ผู้คนมากหน้ารอสัญญาณไฟข้ามถนน สลับสับเปลี่ยน คนแล้ว......คนเล่า ชีวิตคืออะไรกันแน เกิดขึ้น ร่ำเรียน ทำงาน สืบพันธ์ ตายจาก เท่านี้น่ะหรือ
คุณค่าและความหมายของชีวิตล่ะ.........
10.13 น
ผมเหม่อมองผ่านกระจกรถแท็กซี่ออกไปยังถนน ไม่ได้จับจ้องที่ใดเป็นพิเศษ ทิวทัศน์ผ่านตาไปเรื่อย ๆ สถานีวิทยุรายงานข่าวการชุมนุมแก้ร่างรัฐธรรมนูญ และโจมตีรัฐบาลหุ่นเชิด คนชับแท็กซี่ดูจะสนใจข่าวนี้เป็นพิเศษ เขาก่นด่า บ่นพึมพำ และหัวเสีย ผมรับฟังเนื้อหาในข่าวอยู่สักครู่และปล่อยคลื่นเสียงนั้นทะลุผ่านหูไป
ผมตามหาคุณค่าและความหมายของชีวิต แต่ผมไม่เข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ธุรกิจ กีฬา หรือวงการใดก็แล้วแต่ เหตุใดมนุษย์จึงแก่งแย่ง แข่งขัน เหตุใดจึงมีกลโกง เล่ห์เหลี่ยมและหน้ากาก เหตุใดจึงมีแต่ความอยุติธรรมในสังคม
นี่น่ะหรือชีวิต.............
รถแท็กซี่จอดที่หน้ามหาวิทยาลัย มิตเตอร์บอกราคา 113 บาท ผมยื่นแบงค์ร้อย กับแบงค์ยี่สิบอย่างละใบ คนขับรับเงินและจ้องหน้าผม เขามองซ้ายมองขวาและจ้องหน้าผม.................. ผมลงจากรถเหม่อมองแท็กซี่คันนั้นจนลับตาไป
มันอาจไม่ใช่เรื่องแปลก เงินแค่เจ็ดบาทเพื่อนมนุษย์น่าจะเอื้อเฟื้อให้กัน ทว่ามันยุติธรรมแล้วล่ะหรือ ในเมื่อมันไม่ได้เกิดจากความเต็มใจ
13.13 น
หัวปวดตุ้บ ๆ นัยน์ตาหนักอึ้ง ความง่วงล้าอ่อนเพลียเข้ายึดพื้นที่เกาะกุมทุกประสาทสัมผัส ผมไม่ได้สนใจสรรพสิ่งหรือสรรพเสียงรอบตัว คล้ายกับว่ากำลังจมอยู่ในภวังค์ของตัวตน เสียงบรรยายของอาจารย์ เสียงหยอกล้อของกลุ่มเพื่อน เสียงโทรศัพท์มือถือ ทุกสรรพสำเนียงเกิดขึ้น หลอมรวม และสลายไป มีเพียงหนึ่งเสียงเดียวก้องกังวานอยู่ภายใน
คุณค่าและความหมายของชีวิตคืออะไร ผมกำลังทำอะไรอยู่ มหาวิทยาลัยจะตอบโจทย์ที่ต้งได้กระนั้นหรือ คนที่ยืนบรรยายอยู่หน้าห้องล่ะ เขาตอบโจทย์ได้หรือไม่ คุณค่าและความหมายของชีวิตคืออะไร
ผมฟุบหน้าลงกับโต๊ะเลคเชอร์ สรรพสำเนียงดังต่อเนื่อง หลอมรวม และดำเนินไป
15.13
เสียงรัวกลองจังหวะรุนแรงเร้าใจ เหล่านักศึกษาใหม่ออกสเตปบ้าคลั่ง ผมจ้องมองภาพตรงหน้า การรับน้องใหม่จุดมุ่งหมายคือการสร้างมิตรภาพ พวกรุ่นเหล่านั้นล่ะ พวกเขาเข้าใจคำว่ามิตรภาพดีแล้วล่ะหรือ พวกเขาจะเข้าใจคุณค่าและความหมายของชีวิตหรือไม่ พวกเขาสามารถชี้ทางให้เหล่านักศึกษาใหม่ดำเนิชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างราบรื่น ทว่าพวกเขาได้ตั้งคำถามกันหรือไม่ คุณค่าและความหมายของชีวิตคืออะไร
มหาวิทยาลัยจะตอบโจทย์นี้ได้ล่ะหรือ
เมื่อไรผมจะตอบโจทย์นี้ได้เสียที........................
หรือมันอาจจะเกี่ยวกับกาลเวลา คนในวัยยี่สิบต้น ๆ แบบผมจะสามารถเข้าใจโลกและเข้าใจชีวิต เข้าใจคุณค่าและความหมายในตัวมันได้หรือเปล่า ถ้ากาลเวลาคือสิ่งชี้วัด หมายความว่ายี่สิบสามหนาวที่พัดผ่าน ไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ล่ะหรือ ถ้าผมนำไปถามคนวัยกลางคนหรือคนชราล่ะเขาจะตอบโจทย์นี้ได้หรือไม่
17.13
ชายวัยกลางคนค่อนแก่นัยน์ตาอบอุ่น ระบายยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากตลอดเวลา กาแฟดำอยู่บนโต๊ะตรงหน้าทางขวามือ เกลียวควันขาวหม่นลอยอ้อยอิ่ง ลำแสงสุดท้ายลอดผ่านม่านเข้าทาบครึ่งหน้าและไหล่ซ้ายของเขา
"ขอโทษครับอาจารย์ ผมขอรบกวนเวลาสักครู่ได้มั้ยครับ"
เขาระบายควันและผายมือเชื้อเชิญ
ผมทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
เขาพยักเพยิดหน้าเป็นเชิงถาม
ผมพยายามเรียบเรียงความคิดที่ฟุ้งอยู่ในสมอง เพื่อจะกลั่นกรองเป็นคำพูด
"ผมอยากรู้คุณค่าและความหมายของชีวิต"ผมเงยหน้าขึ้นจ้องตาเขา"คนเราเกิดมาเพื่ออะไรครับ"
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของผม
เวลาผ่านไปหลายอึดใจ ทว่าเนื่นนานเหลือเกินในความรู้สึก
"คุณมีความฝันมั้ย"
ผมก้มต่ำมองรองเท้าตัวเองแทนคำตอบ
เกลียวควันขาวหม่นยังคงลอยอ้อยอิ่ง
"แล้วคุณเข้ามาเรียนคณะนี้เพื่ออะไร"
นั่นน่ะสิผมเข้ามาเรียนคณะนี้เพื่ออะไร ผมมีความฝันไหม จบไปแล้วผมจะทำอะไร ยิ่งย้ำคิด ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า
ชีวิตคืออะไรกันแน่
"ก่อนอื่นคุณต้องตั้งเป้าหมายในชีวิต ต้องรู้ก่อนว่าคุณทำอะไรได้ดี ทำแล้วมีความสุข ถ้าคุณได้ทุ่มเททำอะไรสักอย่าง บางทีคุณอาจจะได้คำตอบก็ได้"
ผมพยักหน้าวาดมโนภาพตาม
"แล้ว...................." มีคำถามมากมายที่ผมอยากจะถาม ทว่าไม่รู้จะเรียบเรียงออกมายังไง
"คุณมีแฟนมั้ย"
"ครับ" ผมตอบออกไปไม่เต็มเสียง
"คุณรักเธอหรือเปล่า"
ผมรักเธอหรือเปล่า?
สายตายังจับจ้องรองเท้า
"มันอาจฟังดูเชย ผมแต่ผมคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ใกล้เคียงกับคำถามของคุณที่สุด ความรักคือคำตอบของทุกสิ่ง"
ความรักคือคำตอบของทุกสิ่ง?
"ผมมาเป็นอาจารย์ เพราะผมรูสึกมีคุณค่าที่นักศึกษาแบบคุณมาขอคำปรึกษา ผมรู้สึกดีที่ผมได้ช่วย ได้แนะนำพวกคุณ แล้วคุณล่ะอยากทำอะไร"
ผมยังคงก้มต่ำมองรองเท้าตัวเอง
"ส่วนคำถามที่ว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไร ผมคงไม่กล้าให้คำตอบแบบฟันธง เอาเป็นว่าผมแนะนำคุณแบบนี้แล้วกัน คุณต้องดำเนินชีวิตโดยยึดความรักและความดีงาม คุณต้องมีชีวิตต่อไปเรื่อย ๆ แล้ววันนึงผมเชื่อว่าคุณจะได้คำตอบ"
ลำแสงสุดท้ายลับหายไป ความมืดโรยตัวเข้าปกคลุมห้อง เขาลุกขึ้นไปเปิดไฟทลายความมืดมิด
ผมยกมือไหว้กล่าวคำขอบคุณ ก้าวเดินออกไปตามทางเดินที่มืดมิดทว่าเห็นแสงไฟสว่างสไวจากตัวตึกอยู่เบื้องหน้า




