ชีวิต(ตอนจบ)

5.00 น เกลียวควันขาวหม่นนม้วนตัวต้องแสงไฟสีส้มจากโคมไฟ ไม่นานก็กลืนหายไปกับสรรพสิ่งโดยรอบ เสียงเพลงลอดผ่านลำโพงทีวีพร้อมภาพประกอบ ชายหนุ่มในจอยืนทำหน้าเศร้าหมองมองทะเลอย่างเหม่อลอย ผมดับมวนขาวกับที่เขี่ย ใช้สองมือประสานกันรองหัว จ้องมองภาพในจอเลื่อนลอย ไม่รู้เนิ่นนานเท่าใด นานเท่าใดกัน............. ค่อย ๆ แกะมือหญิงสาวร่างเปล่าเปลือยออกจากแผ่นอก เธอบิดตัวเปลี่ยนท่าเป็นนอนตะแครง ผมหยิบเสื้อยืดที่ปลายเตียงยัดลงหัว ใส่ถุงเท้า รองเท้า กระจกเงาสะท้อนภาพชายหนุ่ม ผมจ้องลึกเข้าไปในแววตาของตัวตน เหตุใดมนุษย์จึงซับซ้อนและเข้าใจยากนัก ความรู้สึกบางอย่าล้นเอ่อขึ้นมายากที่จะอธิบายลงไปได้อย่างชัดเจน เมื่อสองชั่วโมงก่อนฤทธิ์สุราทำให้อารมณ์อากามาล้นเอ่อ ผมเป็นคนสัตย์ซื่อ อารมณ์เป็นเช่นไร ร่างกายปฏิบัติตามนั้น ทว่านาทีนี้ ผมตอบตัวเองไม่ได้ว่ารู้สึกเช่นไร ความเหงา ความเศร้า ความไม่เข้าใจ นานาคำถามมากมายผุดพรายขึ้นมา ผมไม่ชอบตัวเองตอนนี้เลย ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า คุณค่าของชีวิตอยู่ตรงไหนกัน หันกลับไปมอง เธอยังนอนนิ่งอยู่ในท่าเดิม ผมบิดลูกบิดประตู ก้าวเดินออกไปตามทางเดินที่สลัวเลือน 8.30 น ข้างหน้าคือเซ็นทรัลชิดลม ผมยืนเกาะราวกั้นของสถานีรถไฟฟ้า เหม่อมองลงไปยังท้องถนนเบื้องหน้า พาหนะนานาชนิดสัญจรผ่านมาผ่านไป ผู้คนมากหน้ารอสัญญาณไฟข้ามถนน สลับสับเปลี่ยน คนแล้ว......คนเล่า ชีวิตคืออะไรกันแน เกิดขึ้น ร่ำเรียน ทำงาน สืบพันธ์ ตายจาก เท่านี้น่ะหรือ คุณค่าและความหมายของชีวิตล่ะ......... 10.13 น ผมเหม่อมองผ่านกระจกรถแท็กซี่ออกไปยังถนน ไม่ได้จับจ้องที่ใดเป็นพิเศษ ทิวทัศน์ผ่านตาไปเรื่อย ๆ สถานีวิทยุรายงานข่าวการชุมนุมแก้ร่างรัฐธรรมนูญ และโจมตีรัฐบาลหุ่นเชิด คนชับแท็กซี่ดูจะสนใจข่าวนี้เป็นพิเศษ เขาก่นด่า บ่นพึมพำ และหัวเสีย ผมรับฟังเนื้อหาในข่าวอยู่สักครู่และปล่อยคลื่นเสียงนั้นทะลุผ่านหูไป ผมตามหาคุณค่าและความหมายของชีวิต แต่ผมไม่เข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ธุรกิจ กีฬา หรือวงการใดก็แล้วแต่ เหตุใดมนุษย์จึงแก่งแย่ง แข่งขัน เหตุใดจึงมีกลโกง เล่ห์เหลี่ยมและหน้ากาก เหตุใดจึงมีแต่ความอยุติธรรมในสังคม นี่น่ะหรือชีวิต............. รถแท็กซี่จอดที่หน้ามหาวิทยาลัย มิตเตอร์บอกราคา 113 บาท ผมยื่นแบงค์ร้อย กับแบงค์ยี่สิบอย่างละใบ คนขับรับเงินและจ้องหน้าผม เขามองซ้ายมองขวาและจ้องหน้าผม.................. ผมลงจากรถเหม่อมองแท็กซี่คันนั้นจนลับตาไป มันอาจไม่ใช่เรื่องแปลก เงินแค่เจ็ดบาทเพื่อนมนุษย์น่าจะเอื้อเฟื้อให้กัน ทว่ามันยุติธรรมแล้วล่ะหรือ ในเมื่อมันไม่ได้เกิดจากความเต็มใจ 13.13 น หัวปวดตุ้บ ๆ นัยน์ตาหนักอึ้ง ความง่วงล้าอ่อนเพลียเข้ายึดพื้นที่เกาะกุมทุกประสาทสัมผัส ผมไม่ได้สนใจสรรพสิ่งหรือสรรพเสียงรอบตัว คล้ายกับว่ากำลังจมอยู่ในภวังค์ของตัวตน เสียงบรรยายของอาจารย์ เสียงหยอกล้อของกลุ่มเพื่อน เสียงโทรศัพท์มือถือ ทุกสรรพสำเนียงเกิดขึ้น หลอมรวม และสลายไป มีเพียงหนึ่งเสียงเดียวก้องกังวานอยู่ภายใน คุณค่าและความหมายของชีวิตคืออะไร ผมกำลังทำอะไรอยู่ มหาวิทยาลัยจะตอบโจทย์ที่ต้งได้กระนั้นหรือ คนที่ยืนบรรยายอยู่หน้าห้องล่ะ เขาตอบโจทย์ได้หรือไม่ คุณค่าและความหมายของชีวิตคืออะไร ผมฟุบหน้าลงกับโต๊ะเลคเชอร์ สรรพสำเนียงดังต่อเนื่อง หลอมรวม และดำเนินไป 15.13 เสียงรัวกลองจังหวะรุนแรงเร้าใจ เหล่านักศึกษาใหม่ออกสเตปบ้าคลั่ง ผมจ้องมองภาพตรงหน้า การรับน้องใหม่จุดมุ่งหมายคือการสร้างมิตรภาพ พวกรุ่นเหล่านั้นล่ะ พวกเขาเข้าใจคำว่ามิตรภาพดีแล้วล่ะหรือ พวกเขาจะเข้าใจคุณค่าและความหมายของชีวิตหรือไม่ พวกเขาสามารถชี้ทางให้เหล่านักศึกษาใหม่ดำเนิชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างราบรื่น ทว่าพวกเขาได้ตั้งคำถามกันหรือไม่ คุณค่าและความหมายของชีวิตคืออะไร มหาวิทยาลัยจะตอบโจทย์นี้ได้ล่ะหรือ เมื่อไรผมจะตอบโจทย์นี้ได้เสียที........................ หรือมันอาจจะเกี่ยวกับกาลเวลา คนในวัยยี่สิบต้น ๆ แบบผมจะสามารถเข้าใจโลกและเข้าใจชีวิต เข้าใจคุณค่าและความหมายในตัวมันได้หรือเปล่า ถ้ากาลเวลาคือสิ่งชี้วัด หมายความว่ายี่สิบสามหนาวที่พัดผ่าน ไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ล่ะหรือ ถ้าผมนำไปถามคนวัยกลางคนหรือคนชราล่ะเขาจะตอบโจทย์นี้ได้หรือไม่ 17.13 ชายวัยกลางคนค่อนแก่นัยน์ตาอบอุ่น ระบายยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากตลอดเวลา กาแฟดำอยู่บนโต๊ะตรงหน้าทางขวามือ เกลียวควันขาวหม่นลอยอ้อยอิ่ง ลำแสงสุดท้ายลอดผ่านม่านเข้าทาบครึ่งหน้าและไหล่ซ้ายของเขา "ขอโทษครับอาจารย์ ผมขอรบกวนเวลาสักครู่ได้มั้ยครับ" เขาระบายควันและผายมือเชื้อเชิญ ผมทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เขาพยักเพยิดหน้าเป็นเชิงถาม ผมพยายามเรียบเรียงความคิดที่ฟุ้งอยู่ในสมอง เพื่อจะกลั่นกรองเป็นคำพูด "ผมอยากรู้คุณค่าและความหมายของชีวิต"ผมเงยหน้าขึ้นจ้องตาเขา"คนเราเกิดมาเพื่ออะไรครับ" เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของผม เวลาผ่านไปหลายอึดใจ ทว่าเนื่นนานเหลือเกินในความรู้สึก "คุณมีความฝันมั้ย" ผมก้มต่ำมองรองเท้าตัวเองแทนคำตอบ เกลียวควันขาวหม่นยังคงลอยอ้อยอิ่ง "แล้วคุณเข้ามาเรียนคณะนี้เพื่ออะไร" นั่นน่ะสิผมเข้ามาเรียนคณะนี้เพื่ออะไร ผมมีความฝันไหม จบไปแล้วผมจะทำอะไร ยิ่งย้ำคิด ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ชีวิตคืออะไรกันแน่ "ก่อนอื่นคุณต้องตั้งเป้าหมายในชีวิต ต้องรู้ก่อนว่าคุณทำอะไรได้ดี ทำแล้วมีความสุข ถ้าคุณได้ทุ่มเททำอะไรสักอย่าง บางทีคุณอาจจะได้คำตอบก็ได้" ผมพยักหน้าวาดมโนภาพตาม "แล้ว...................." มีคำถามมากมายที่ผมอยากจะถาม ทว่าไม่รู้จะเรียบเรียงออกมายังไง "คุณมีแฟนมั้ย" "ครับ" ผมตอบออกไปไม่เต็มเสียง "คุณรักเธอหรือเปล่า" ผมรักเธอหรือเปล่า? สายตายังจับจ้องรองเท้า "มันอาจฟังดูเชย ผมแต่ผมคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ใกล้เคียงกับคำถามของคุณที่สุด ความรักคือคำตอบของทุกสิ่ง" ความรักคือคำตอบของทุกสิ่ง? "ผมมาเป็นอาจารย์ เพราะผมรูสึกมีคุณค่าที่นักศึกษาแบบคุณมาขอคำปรึกษา ผมรู้สึกดีที่ผมได้ช่วย ได้แนะนำพวกคุณ แล้วคุณล่ะอยากทำอะไร" ผมยังคงก้มต่ำมองรองเท้าตัวเอง "ส่วนคำถามที่ว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไร ผมคงไม่กล้าให้คำตอบแบบฟันธง เอาเป็นว่าผมแนะนำคุณแบบนี้แล้วกัน คุณต้องดำเนินชีวิตโดยยึดความรักและความดีงาม คุณต้องมีชีวิตต่อไปเรื่อย ๆ แล้ววันนึงผมเชื่อว่าคุณจะได้คำตอบ" ลำแสงสุดท้ายลับหายไป ความมืดโรยตัวเข้าปกคลุมห้อง เขาลุกขึ้นไปเปิดไฟทลายความมืดมิด ผมยกมือไหว้กล่าวคำขอบคุณ ก้าวเดินออกไปตามทางเดินที่มืดมิดทว่าเห็นแสงไฟสว่างสไวจากตัวตึกอยู่เบื้องหน้า