ตัวตนกับสองคนบันเทิง

ตั ว ต น กั บ ส อ ง ค น บั น เ ทิ ง 

>>>>>>

พูดถึงวงการบันเทิง คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักคู่หูคู่ฮา  พี่ท็อป (ดารณีนุช โพธิปิติ) กับพี่ก้อง (ปิยะ เศวตพิกุล) เป็นแน่  เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเราสามารถเห็นเขาทั้งสองได้จากงานหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพิธีกร นักแสดง หรืออื่นๆอีกมากมาย  จากการสัมภาษณ์ทำให้เราค้นพบอะไรหลายๆอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาทั้งสอง และที่สำคัญมันทำให้เราค้นพบว่า แท้จริงแล้วคำว่า‘นักแสดง’หรือ‘พิธีกร’ ไม่ได้หมายถึง “คนที่อยู่หน้ากล้อง”เสมอไป

.............................................................................

“เราไม่ได้ไปไกลเกินกว่าความสามารถเรานะ บางทีเวลาคนอื่นยกย่อง กองถ่ายเอาอกเอาใจ เราต้องไม่ลืมตัวนะ.. แค่ให้เป็นตัวเองจะดีที่สุด”   

................................................

 

เรียนจบมาจากไหน
ท็อป : เราจบคณะนิเทศศาสตร์ด้วยกันทั้งคู่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จบจากสาขาวารสาร ส่วนก้องจบสาขาประชาสัมพันธ์  เราไม่ได้จบอะไรที่เกี่ยวกับBroadcastเลย /

ตอนช่วงที่เรียนมหาลัยทำกิจกรรมอะไรบ้างหรือเปล่า
ท็อป : (ชี้ไปที่พี่ก้อง) โอ๊ย นี่เขาเป็นเด็กกิจกรรม.. กรรมติดตัวเขามาจนปัจจุบัน (หัวเราะ)  ... คือพี่ทำกิจกรรมไม่เยอะเท่าเขา ก้องนี่ทำกิจกรรมระดับมหาวิทยาลัย  เขาเป็นพวกมีตำแหน่ง เป็นรองประธานคณะ /

กิจกรรมอะไรบ้างที่พี่ท็อปทำตอนเรียน
ท็อป : แต่ก่อนตอนอยู่มหาลัย เราก็จะชอบทำละครเวที ก็จะทำพวกเบื้องหลัง ทำละครเล็กๆกัน  ทำบท ทำฉากเอง เล่นกันเอง  คือส่วนใหญ่กิจกรรมจะเป็นงานด้านละคร   เมื่อก่อนเวลาเรียนก็ต้องมีฝึกงานใช่ไหม เราก็ไม่ได้ฝึกแต่ก็จะอาศัยรวมตัวกับเพื่อนที่เรียนเอกเดียวกันทำวิทยานิพนธ์โดยการไปทำโปรเจ็คสารคดีเอง ทุกกระบวนการ  ตั้งแต่เขียนโปรเจ็ค ทำนู่นทำนี่สารพัด  /

ส่วนพี่ก้อง...
ก้อง : ก็มีทำกิจกรรมคณะ ทำละครเวทีคณะ  ทำพวกกิจกรรมเชียร์ กิจกรรมของคณะอะไรอย่างนี้เป็นส่วนใหญ่ /

มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับงานด้านนี้
ท็อป : อย่างตัวเรา เรารักงานด้านนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ชอบการแสดงออก ก็เลยสนุกในการเล่นกับมัน แล้วเราก็มีความสุขกับสิ่งที่เราทำ รู้สึกสนุกที่จะทำมันตลอดเวลา   แล้วพอเราสนุกที่จะทำมันอยู่ตลอด งานมันก็ออกมาดีโดยที่เราไม่ได้พยายามให้เป็นแบบนั้นแบบนี้  คือดีเท่าที่เราทำได้  ไม่ใช่หมายความว่า อุ๊ยดีเหลือเกินหรืออะไรอย่างนี้...  เพราะถ้าคนมาเห็นคาแรคเตอร์อย่างก้อง หรือคาแรคเตอร์อย่างเรา ในวงการคือผู้หญิงตัวใหญ่ๆ เสียงใหญ่ๆ ดูโหดๆ มันก็จะไม่ค่อยมี  เพราะมันก็จะมีพวกสวยๆที่ตลก ก็จะเป็นอีกแนวหนึ่ง  แล้วส่วนก้อง เขาเป็นแบบพวกดูเหมือนเพศที่สอง ตัวขาวๆ คาแรคเตอร์อย่างเขามันก็ไม่มี  เราก็เลยรู้สึกว่าเราก็จะมีตัวตนแบบของเรา /

พิธีกรที่ดีเป็นอย่างไร
ท็อป : ต้องให้เกียรติแขกรับเชิญของเรา ให้เกียรติคนดู  เพราะเวลาคุณเป็นพิธีกรภาคสนาม หรือเป็นพิธีกรโทรทัศน์มันไม่เหมือนกัน ฉะนั้นเราก็ต้องมีอายคอนแท็คกับกล้อง  ต้องรู้จักที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า  มันก็จะเป็นประสบการณ์ของเรา ,
ก้อง : ควรมีสติ มีความรับผิดชอบในการมาทำงาน ตรงต่อเวลา
ท็อป : แล้วก็รับผิดชอบสิ่งที่เราจะพูดออกไปด้วย เพราะอย่างที่รู้ว่าหน้าที่ของสื่อมวลชน มันไม่ได้มีแค่คนทำสคริปต์ เนื่องจากตัวเราเป็นประตูผ่าน สิ่งใดที่เราจะใส่ลงไปให้คนดู เราก็ต้องพิจารณาให้ดีด้วย /

อุปสรรคของการทำงานในวงการบันเทิงคืออะไร
ท็อป : คนเราส่วนใหญ่จะแพ้ภัยตัวเอง... ถ้าไปอยู่เบื้องหน้านี่ก็จะมีการหลงตัวเองเกิดขึ้น  คือพอมันเข้ามาไม่ว่าจะเงินทอง ชื่อเสียง หรือว่าการได้รับการยอมรับ  บางครั้งคนเข้ามาใหม่ๆก็ไม่รู้จะวางตัวเองไว้ตรงไหนจนหลงลืมตัว... ตรงนี้เลยอยากจะเตือนไว้ให้พยายามบอกตัวเองว่า เราไม่ได้ไปไกลเกินกว่าความสามารถเรานะ บางทีเวลาคนอื่นยกย่อง กองถ่ายเอาอกเอาใจ เราต้องไม่ลืมตัวนะ.. แค่ให้เป็นตัวเองจะดีที่สุด /

ในอนาคต คิดว่าจะอยู่ในวงการบันเทิงตลอดไปไหม หรือคิดจะหันไปทำงานด้านอื่นหรือเปล่า...
ก้อง : จริงๆพวกเรามีงานอยู่แล้วนะ ของท็อปอาจจะเป็นงานรองแต่ของพี่เป็นงานหลัก จริงๆโดยหลักนี่พี่ทำบริษัทออกาไนเซอร์ที่เกี่ยวกับรายการทีวี ซึ่งถือว่าเป็นงานหลักอยู่แล้ว  ทุกอย่างที่พี่พูดมานี้ท็อปก็จะมีหุ้นส่วนอยู่ทุกครั้ง เราทั้งคู่ก็จะมีงานในแง่ของการSupportอยู่แล้ว  คือเกิดในอนาคตเราเกิดอยากจะเปลี่ยนมาทำเบื้องหลัง ก็จะมาทำได้เลย... ตรงนี้เองเป็นสิ่งที่เราทำควบคู่กันมาตั้งแต่แรก  เพราะตอนแรกเราไม่ได้คิดว่าจะเป็นนักแสดง หรือคิดจะเป็นนักแสดงอย่างเดียวตลอดชีวิต เรามีการทำอย่างอื่นเสริมด้วยตลอดเวลา เพราะแค่ได้ทำในสิ่งที่เรารัก หรือทำในสิ่งที่อยากทำก็พอ /

สำหรับรุ่นน้องที่อยากทำงานด้านนี้ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
ท็อป : พี่ว่าคนเราต้องหาตัวเองให้เจอก่อนว่าเราชอบอะไร หรือรักอะไร  แล้วพอเรารู้ว่าสิ่งที่เรารักเป็นอะไร เราก็พยายามที่จะทำส่วนตรงนั้นของตัวเองให้ดี  แต่ความพยายามที่พูดไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องคาดหวัง กดดันตัวเอง จนทำให้เราทำงานของเราออกมาได้ไม่ดี  คือควรทำมันด้วยความสุข ความสบายใจ.. แล้วพอหาตัวเองเจอแล้ว ก็ทำมันให้เต็มที่ อย่าหยุด ให้มีความเพียรอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่พอทำไปแล้วไม่ได้รับการยอมรับก็ท้อ..  คือท้อได้ แต่ท้อแล้วเราก็ต้องลุกขึ้นมาเอาใหม่อีก  หรือถ้าสิ่งที่เรารักแล้วเราพยายามทำเต็มที่แล้ว หมายความว่าท้อแล้วทำใหม่จนรู้สึกว่ามันไม่ใช่เราแล้วล่ะ ค่อยไปหาอย่างอื่น  แต่ถ้าเกิดรู้สึกว่ายิ่งทำยิ่งมันส์ ยิ่งเจอตัวเอง แล้วสนุกขึ้นเรื่อยๆ  ก็ทำต่อไป  มันจะล้มลุกคลุกคลานยังไงก็ต้องทำไปค่ะ  /

 

 

เรื่อง : พิชามญช์ ทวีวัฒนา  (ธันวา' 51),
เรียบเรียง: ศุภกิติ์ เสกสุวรรณ  (มีนา' 52)

------------------------------------------------------------
 

http://anovel.spaces.live.com ,
http://shortfiction.multiply.com ,
http://newvoicer.spaces.live.com