เด็กแนว
ตามติดชีวิตเด็กแนว
ในสังคมทุกวันนี้แนวโน้มของค่านิยมจากตะวันตกและญี่ปุ่นได้เข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อวัยรุ่นไทย การรับเอาค่านิยมของกลุ่มต่างๆ เข้ามาปฏิบัติ โดยแต่ละกลุ่มล้วนมีเอกลักษณ์
หรือลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป ทั้งลักษณะของการแต่งตัว การพูดการจา
รวมไปถึงลักษณะนิสัยและการแสดงออก ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเด็กวัยรุ่นเหล่านี้
เป็นเสมือนกับความหลากหลายและเป็นสีสันของสังคมในยุคสมัยใหม่ เป็นกลุ่มของวัยรุ่น
ที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว เป็นเอกลักษณ์ที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนทั่วไปได้เป็นอย่างดี
แต่ในขณะเดียวกัน ทางผู้ใหญ่หรือกลุ่มผู้ปกครองต่างก็วิตกกังวลและเป็นห่วงกับแนวทางและรวมถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่เด็กวัยรุ่นเหล่านี้ได้เลือกรับมาปฏิบัติ อีกทั้งยังมองว่าวัฒนธรรมใหม่เหล่านี้ คือปมด้อยและจุดด่างพร้อยของสังคมต้นแบบ ที่ลูกหลานของเรารับเอามา
โดยมิได้ผ่านการพิจารณาไตร่ตรองอย่างถ้วนถี่ อาจเป็นด้วยภาวะทางความคิดที่ยังไม่โตพอ
ที่ทำให้การเลือกรับแนวทางปฏิบัติต่างๆ นั้น เป็นไปแบบฉาบฉวย และเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ชั่วยามหรือเป็นเพียงการทำตามๆ กันในหมู่วัยรุ่นโดยคาดหวังเพียงการยอมรับจากสังคมเล็กๆ
ในกลุ่มของตน โดยไม่สนใจหรือใส่ใจต่อสังคมโดยรวม สังคมที่ตนเองเกิดและเติบโตขึ้นมา
สิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ของสังคมไทย เป็นแฟชั่นหรือค่านิยม
ที่ทำลายวัฒนธรรมไทยอันดีงามซึ่งบรรพบุรุษของเราพยายามรักษามาช้านาน
สำหรับส่วนของกลุ่มผู้ปกครองแล้ว สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สังคมทุกส่วนควรร่วมมือกัน
จัดวางรูปแบบหรือแนวทางเพื่อการแก้ไข เพื่อชี้นำลูกหลานของเราให้กลับคืนสู่แนวทางที่ถูกต้อง เพื่อการเรียนรู้การใช้ชีวิตที่ถูกทางและเหมาะสมกับสภาพสังคมบ้านเรา กลับคืนสู่สังคม
และวัฒนธรรมไทยอันดีงาม
ประเด็นดังกล่าวมานี้ถือเป็นประเด็นเปิดที่มีทั้งความขัดแย้งและแตกแยกกันทางความคิดหรือระบบคิดของคนทั้งสองกลุ่มอย่างชัดเจน ดังนั้นบทความชิ้นนี้จึงขอเสนอข้อความสัมภาษณ์วัยรุ่นไทยคนหนึ่งซึ่งมีวิถีชีวิตอย่างที่เราเรียกว่า “เด็กแนว” เพื่อเปิดมุมมองในด้านหนึ่งขึ้น จุดประสงค์เพื่อการพยายามทำความเข้าใจมุมมองหรือแนวคิดของเขาเหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น
ทั้งในสิ่งที่พวกเขาเป็นและแนวทางที่พวกเขาได้เลือก และเพื่อสมานรอยแยกทางความคิด
ระหว่างพวกเขากับสังคมโดยรอบและรวมถึงกลุ่มผู้ปกครองที่เป็นห่วงและวิตกกังวล
ต่อแนวทางของพวกเขาเหล่านี้ ที่นับวันรอยแยกนี้จะยิ่งห่างไกลกันออกไปทุกที
ผู้สัมภาษณ์ : อย่างน้องนี่เรียกว่าแนวอะไรครับ?
เด็กแนว : พั้งค์
ผู้สัมภาษณ์ : จุดเด่นของมันอยู่ที่ไหน แล้วน้องสนใจหรือเป็นแบบนี้ มานานแค่ไหนแล้วครับ?
เด็กแนว : หลักๆ ก็ที่ผม คือจะเป็นสีแบบว่าเลอะเทอะ ๆ หน่อย หรือเป็นทรงแข็งๆ แหลมๆ มันก็แล้วแต่คน ว่าใครชอบแบบไหน แล้วก็ชุด ก็เป็นพวก
ชุดหนัง รองเท้าบู๊ท ส่วนไอ้พวกเรื่องเจาะหู หรือเจาะลิ้น
หรืออะไรพวกนั้นมันก็แล้วแต่คนชอบ อาจจะมีแต่งหน้าบ้าง ทาขอบตา แต่งโน่นนี่ อะไรทำนองเนี้ย
ผู้สัมภาษณ์ : ทำไมต้องพั้งค์?
เด็กแนว : ผมว่ามันสดๆ แล้วอ่ะ ผมว่ามันดูเอ๊กสตรีมที่สุดแล้ว แนวอื่นเหรอ
ก็ธรรมดา พี่คิดดูดิ แค่ใส่เสื้อผ้าใหญ่ๆ หมวกอีกใบ รองเท้าอีกคู่
ก็เป็นพวกฮิพพวกแร็พได้ แต่กับของพวกผมมันต่างกัน
กว่าจะเซ็ตได้แต่ละครั้งแบบว่าสุดๆ อ่ะ แล้วมันดแนวที่สุดแล้วมั้ง
แบบว่าเวลาเดินไปไหนใครๆก็สนใจ ใครๆ ก็มอง
ผู้สัมภาษณ์ : แสดงว่าทำเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนรอบข้าง?
เด็กแนว : ก็มีบ้าง แต่ผมก็รู้นะว่าคนพวกนั้นก็แค่มองเพราะเห็นพวกเราเป็น
ของแปลก ไม่ได้ใส่ใจอะไรวกเราจริงจัง แต่พวกเราแต่งเพื่อแชร์กันเองมากกว่า เราแชร์สไตร์ของแต่ละคน ใครเจ๋ง ใครแนว ก็มาดูกัน ผมรู้ว่าคนทั่วๆ ไปก็เห็นพวกเราแต่งเหมือนๆ กันหมดทุกคน แต่จริงๆ แล้ว
มันต่างกันลิบเลยพี่ เพราะแต่ละคนก็มีสไตร์ของตัวเอง เป็นตัวของตัวเองชัดเจนเลยพี่ และที่ดีที่สุดคือเราทุกคนชอบที่จะแตกต่าง
เราไม่อยากเหมือนใคร เหมือนคนทั่วๆ ไป มันน่าเบื่อ
ผู้สัมภาษณ์ : แล้วเรื่องเรียนล่ะ แบบนี้แล้วจะไปเรียนยังไง?
เด็กแนว : ไม่เกี่ยวกัน คนละส่วนกันเลยพี่ เรียนก็ส่วนเรียน ตอนเรียนเราก็ไปเรียนกันตามปกติ แต่งตัวธรรมดา ใส่เครื่องแบบนักเรียนตามระเบียบ
เซ็ตผมใหม่ ส่วนไอ้ที่เจาะที่ห้อยทั้งหลายมันเอาออกมันลบไม่ได้
ก็ต้องเอาไว้อย่างนั้น เราไม่ได้แต่งแบบนี้ทุกวัน ส่วนมาก
ก็แค่วันเสาร์-อาทิตย์ หรือวันพิเศษที่พวกเรานัดเจอกันเท่านั้นแหละ ผมรู้ว่าพวกผู้ใหญ่ชอบคิดว่าเราเป็นแบบนี้แล้วเราจะไม่สนใจเรียน ไม่จริงหรอก เขายังไม่รู้จักพวกเราเลยด้วยซ้ำ พวกเราบางคนเรียนเก่งมากๆ ก็มี
เราไม่ห่วยนะ
ผู้สัมภาษณ์ : แล้วน้องล่ะ เรียนเป็นไง?
เด็กแนว : ของผมมันเป็นข้อยกเว้นพี่...(ฮา)... ผมมันเรียนไม่เอาอ่าวมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ผมก็ไม่ทิ้งนะ ปีนี้ก็จะจบ ม.6 แล้ว อีกไม่กี่เดือนเอง
ผู้สัมภาษณ์ : จะเรียนต่อที่ไหนหลังจบ ม.6?
เด็กแนว : คงไม่
ผู้สัมภาษณ์ : แล้วพวกน้องอยู่ด้วยกันอย่างนี้ตลอดเหรอ?
เด็กแนว : ไม่หรอก อย่างผมพอเรียนจบก็คงหางานทำ คนอื่นๆ ส่วนใหญ่
ก็แยกย้ายกันไปตอนจบ ม.6 นี่แหละ ไปตามเส้นทางของแต่ละคน
ส่วนใหญ่ก็เรียนต่อ หรือไม่ก็หางานทำแบบผม แล้วก็จะมีรุ่นใหม่
เข้ามาแทน มันจะไม่ขาดหายไปไหน
ผู้สัมภาษณ์ : น้องคิดยังไง ที่ผู้ใหญ่มองว่า แนวทางหรือสไตร์ที่พวกน้องเลือก
เป็นปัญหาสังคมของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่มีความคิด?
เด็กแนว : ผมอยากคุยกันตัวตัวกับคนที่พูดแบบนี้จัง...(ฮา).. พวกแนวอื่นๆ ก็คงคิดเหมือนๆ กันกับผม เขาว่าไงนะ พวกผู้ใหญ่น่ะ ว่าเราเป็นขยะเหรอ
ผมล่ะอยากให้พวกเขาเข้ามาอยู่ในกลุ่มพวกผมจัง
หรือจะเป็นกับกลุ่มไหนๆ ก็ได้ ให้พวกเขาได้เข้ามารู้จักพวกเรา
ในแบบที่เป็นพวกเราจริงๆ ไม่ใช่มองแต่ภายนอก
เขาว่าพวกเราเป็นปัญหาสังคมเหรอ งั้นถามหน่อยว่าพวกเราเคยไปทำอะไรให้พวกเขาหรือใครๆ เดือดร้อนนักเหรอ ก็เปล่า เราก็อยู่ของเรา
ไม่เคยก่อปัญหาให้ใคร หรือเพราะมันขวางหูขวางตา พวกเขาเลยไม่ชอบ ช่วยตอบหน่อย เราไม่เคยไปหาเรื่องต่อยตีกับใคร โน่นดิ ไอ้พวกเทคนิค อาชีวะโน่น ก็ไอ้พวกที่แต่งตัวเรียบร้อยๆ นี่แหละระวังให้ดี
ผมเห็นมีคอนเสิร์ตทีไรก็ไอ้พวกเงียบๆ แต่งตัวดีๆ นี่ไม่ใช่เหรอ
ที่มันเหยียบตีนกัน แล้วก็กัดกันทุกที ขอเหอะ อย่ามองแต่ข้างนอก
หัดเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ บ้าง แล้วก็เลิกเหอะไอ้ประเภทที่คิดว่าตัวเองดี มีความคิดที่เห็นแค่หน้าแล้วคิดว่ารู้ถึงสันดานน่ะ
ผู้สัมภาษณ์ : พี่ก็ว่าน้องพูดถูกนะ ถูกเลยแหละ เอาล่ะ พี่เองก็รบกวนเวลาน้อง
มามากแล้ว แต่พี่ขอถามอีกสักหน่อยเถอะ คือนี่มันเป็นความสงสัย
ส่วนตัวของพี่เอง คือพี่สงสัยว่าน้องเอาเครื่องแต่งตัวพวกนี้มาจากไหน เพราะพี่ไม่เห็นว่ามันจะมีขายตามร้านเสื้อผ้าทั่วๆ ไปเลย
เด็กแนว : มันมีแหล่งน่ะพี่ เราจะรู้กัน ว่าที่ไหนมีบ้างหรือของจะเข้าที่ไหนยังไง
พวกเราจะรู้ แต่ละกลุ่มก็จะมีร้านเฉพาะ เทียบกับร้านเสื้อผ้าทั่วๆ ไป
มันก็น้อย แต่มันก็เพียงพอนะพี่ เพราะพวกเราก็มีกันไม่มาก
ผู้สัมภาษณ์ : ถ้ามันน้อยมันก็ต้องแพงสิ ใช่มั้ย? มันคงต้องใช้เงินมากทีเดียว
เด็กแนว : สำหรับพวกอื่นผมไม่รู้ แต่ถ้าให้คิดก็คงไม่ต่างกันหรอกมั้ง
แต่สำหรับของพวกผม สำหรับพวกพั้งค์ ผมว่า เมื่อมันเป็นแบบที่สุดๆ เครื่องแต่งตัวหรืออุปกรณ์เสริมมันก็หายากกว่าแบบอื่นๆ มันก็ควรต้อง
ใช้จ่ายเยอะพอสมควรล่ะ เอาง่ายๆ แค่ผมที่พี่เห็นชี้เด่อยู่เนี่ย
กว่าจะเซ็ตได้แบบนี้ก็เป็นพันหรือมากกว่านั้น ช่างเค้าต้องใช้ฝีมือ
แล้วก็เสื้อผ้า กับพวกอุปกรณ์เสริม เจาะจมูก เจาะหู เจาะโน่นนี่
ใส่ตุ้มใส่ห่วง กำไลหรือสายรัดทั้งเหล็ก ทั้งหนัง พวกนี้มันเป็นของพั้งค์โดยเฉพาะ ไม่ใช่เอาบู๊ทที่ไหนมาใส่ก็ได้ ผมว่ามันก็ใช้เงินเยอะนะ
แต่มันก็ไม่ได้ทำทีเดียวทั้งหมด เราก็ค่อยๆ ทำทีละอย่าง ค่อยๆ เพิ่ม
ไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ผู้สัมภาษณ์ : โอเคครับ คราวนี้เป็นคำถามสุดท้ายแล้วจริงๆ น้องคิดว่าประโยคไหน
คือประโยคแรกที่เด็กแนวทุกคนพูดเหมือนๆ กัน ประโยคแรก
ของทุกๆ วัน?
เด็กแนว : (.........!..) เงียบ นิ่ง คิด
ผู้สัมภาษณ์ : Yo! What’s up? ประมาณนี้หรือเปล่า?
เด็กแนว : (........!!...) เงียบ นิ่ง คิด ขรึม
ผู้สัมภาษณ์ : ถ้างั้นก็ Hey mann! แบบนี้หรือเปล่า?
เด็กแนว : ห่างไกลเลยครับ
ผู้สัมภาษณ์ : ถ้างั้นคำไหนล่ะ?
เด็กแนว : เอ่อ....... “แม่...ขอตังค์”
ผู้สัมภาษณ์ : ?????????????????????????????




