อวสานสรุจ

เรื่องสั้นเก่าของผมเมื่อ 4-5 ปีก่อนครับ

---------------------------------------

 

อวสาน สรุจ

ปัจจุบัน : 7วันหลังจากการหายตัวไปของสรุจ

 

สิ้นสุดข้อความยามเมื่อสัญญาณขาดหายไป นั่นคือครั้งแรกในชีวิตของพิมกานต์

 

ที่ได้สัมผัสอย่างลึกซึ้งกับความเงียบ จู่ๆทุกสิ่งแน่นิ่งราวกับไร้ซึ่งชีวิต

 

ร่างของเธอเซไปมาราวกับต้นหญ้าที่ลู่ลม ไร้เรี่ยวแรง แขนน้อยๆคว้าเข้าที่ขอบโต๊ะ ยันไว้เพื่อไม่ให้ร่วงล้ม

 

ลมหายใจเฮือกใหญ่วิ่งเข้าสู่โพรงจมูก อากาศอับที่ผสมกับกลิ่นสุราสักเล็กน้อย

 

พอที่จะช่วยให้สติสตังคืนมาบ้าง หยดของเหลวเย็นชืดเกาะตามซอกคอชวนให้รู้สึกคลื่นเหียนนัก

 

ผ้าลายกระต่ายถูกถูไถไปตามบ่า ในขณะที่สายตาจ้องไปยังเครื่องโทรศัพท์สีดำ

 

สาวน้อยขี้เมายืนนิ่งอยู่เช่นนั้นสักครู่หนึ่ง ไม่ว่าสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่จะเป็นอะไร สติของเธอยังคงไม่พร้อม

 

บางทีอาจไม่ใช่สติแต่เป็นพลังใจ มันช่างรุนแรงเกินกว่าจะรับได้ หลังจากยืนนิ่งอยู่สักพัก

ปิ้บ "คุณมี1ข้อความ ฮัลโหล พิมเหรอนี่ธัญนะ ตอนนี้กูอยู่ที่สนามบิน กูมีเรื่องจะบอกมึง…"

 

สำเนียงจากเครื่องโทรศัพท์ฟังดูไร้ซึ่งความอ่อนหวาน

"กูเพิ่งได้ยินมาเมื่อสักครู่ได้ กูขอบอกก่อนว่า มันอาจจะทำให้มึงตกใจนะ"

 

ขณะที่ฟังอยู่นั้น เธอเผลอกลืนน้ำลายลงไปอึกใหญ่หลายครั้งโดยไม่รู้ตัว

"กูจะพูดตรงๆเลยนะ เวลามีไม่มาก พิม…."

 

ในขณะนั้นเอง สิ่งหนึ่งที่ตระหนักได้ในทันที มันไม่ใช่สติที่ไม่พร้อม หัวใจต่างหาก

 

"สรุจตายแล้ว" อีกครั้งที่ความเงียบเข้ายึดครองห้องพักขนาด4คูณ4เมตรอย่างรวดเร็ว

 

พิมกานต์ทรุดร่างลง ยอมต่อความโศกเศร้าที่ครอบงำอย่างรวดเร็วอย่างไร้การขัดขืน ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง

 

ความคลื่นเหียนยิ่งทวีคูณจนไม่อาจหยุดได้ เธอลุกขึ้นพากายที่เน่าเหม็นไปยังอีกฟากห้อง อย่างทุลักทุเล

 

"โอ้กก" ของเหลวส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปทั่ว เสียงสะอื้นดังก้องไปทั่วชั้น4ของแฟลตใน ยามราตรีเมื่อย่างเข้า2นาฬิกา

 

ครั้นอดีต

 

ราตรีเมื่อยามย่างเข้าสู่ 22 นาฬิกา ภายใต้หลอดไฟฟลูออเรสเซ่นที่สาดแสงสีเหลืองอมเทา

 

กลิ่นอาหารสไตล์ยุโรปล่องลอยอย่างบางเบา ท่ามกลางผู้คนมากมายบ้างนั่ง บ้างเคลื่อนไหวไปมา ในร้านอาหาร

 

ลำแสงที่ร้อนแรงจับไปที่เวทีทรงกลมที่อยู่ริมด้านในสุดของร้าน ชายหนุ่ม7คนในชุดสูทสากลสีเทา

 

กำลังบรรเลงเพลงอย่างเมามันในอารมณ์

 

ความร้อนแรงของดนตรี modern jazzที่ถูกขับกล่อมนั้น ไม่น้อยไปกว่าลำแสงหรือผ้าม่านสีแดงฉาด

ที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขา the royal-afternone bigband

 

วงดนตรีที่ถูกขนานนามจากกลุ่มผู้สันทัศว่าเป็น ดวงอาทิตย์ยามเที่ยงคืน

 

นั่นเป็นอีกเหตุผลที่ส่งให้ travelling ร้านอาหารกึ่งผับที่เริ่มจากเพียงไม่กี่ที่นั่ง

 

จนกลายเป็นหนึ่งในร้านที่มีลูกค้าแน่นที่สุด

 

ช่วงปลายเดือนที่เหล่าพนักงานจะได้นับเงินเดือน

 

องศาความระอุใน travelling ก็แทบจะไม่ต่างจากกลางวันเมื่อฤดูร้อน

 

1ชั่วโมงของการทำงาน The r.a.bb ก็หลบไปนั่งพักหลังเวที ม่านสีแดงสดกั้นให้ความเป็นส่วนตัว

 

สรุจไม่เคยที่จะปฏิเสธแก้วบรั่นดีเย็นเฉียบ นักดนตรีผิวดำยกพาชนะขึ้นเขย่า

 

น้ำแข็งว่ายเวียนไปมากระทบขอบส่งเสียงก๊องแก๊ง ของเหลวสีทองส่องประกายเมื่อต้องแสงไฟ

 

ไม่นานพวกมันก็ไหลผ่านลำคอทองแดงหายเข้าไป พลางตบขาขวาเบาๆ

 

เสียงฮัมเพลงแผ่วเบาในลำคอ

 

"ฉันนั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่ง…"ณ ด้านตรงข้ามของที่สรุจนั่งคือประตูห้องน้ำ

 

แช่ง ช่ะ แช่ง แช่ง ช่ะ แช่ง วิศรามยังคงยืนส่งเสียงเลียนแบบ hihatในขณะที่ทำธุระ

 

พิษณุกับธัญ นั่งจับกลุ่มกันคุย หัวข้อการสนทนายังคงเป็นการไปอังกฤษอีก1เดือน

 

หากฟังสำเนียงที่แสนจะห้วนของธัญแล้วคงจะไม่รู้ว่ากำลังตื่นเต้นกับ tripครั้งนี้อยู่

 

แต่เขาก็พูดแต่เรื่องนี้มาเป็นสัปดาห์แล้ว นที ผู้เล่นทรัมเป็ตกำลังนั่งสูบบุหรี่ด้วยฝ่ามือที่ยาวเรียว

 

อยู่หน้าประตูหลังร้านที่ถูกเปิดระบายอากาศ หากจ้องมองดีๆจะเห็นว่าเขากำลังเขย่ามืออยู่

 

ช่วงนี้สิ่งที่ติดค้างในใจคือการกลุ้มกับนิ้วก้อยมือขวาที่ไม่ยอมขยับเขยื้อน เขาเชื่อว่าเป็นผลจากการเล่นดนตรี

ชายร่างผอมสูง2คนข้างนทีคือภากรและนัดถาหัวข้อในการสนทนาคือรูปของ พอลล่าในหนังสือนิตยสารเล่มใหม่ที่ภากรเป็นคนซื้อมา ไม่นานนักเพลง ทะเลของ the impossible ก็ดังขึ้นในรูปแบบpolyphonic

 

ชื่อของสายเรียกเข้าปรากฏ พิม สรุจรับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนนุ่ม

 

"สวัสดีครับ พิม กำลังคิดถึงพอดีเลย

 

 

"อ้าว สรุจทำไมขากระเผลกอย่างนั้นล่ะ" ผู้จัดการร้านร่างเตี้ยเอามือป้องโทรศัพท์ทักถามอย่างสงสัย 

 

สรุจยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบ

"ผมโดนรถชนเมื่อ5ปีที่แล้วน่ะครับ"

"ตั้งแต่5ปีที่แล้วเชียว แล้วนี่ยังไม่หายอีกเหรอ"

 

"ก็หายแล้วล่ะครับแต่ขามันก็เป๋ไปแล้ว" สรุจตอบกลับ

"อืม แย่จังเลยนะ เอานี่นั่งลงสิ" หน้าจอถูกหันเข้าหาสรุจ  จำนวนเงินเดือนงวดที่31

 

ที่ถูกโอนเข้าธนาคารผ่านทางคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ผู้จัดการก็กลับไปคุยกับลูกค้าที่อยู่ที่ฟากของสายโทรศัพท์

 

3,857,000 บาท เมื่อ5ปีก่อนมันคงจะเป็นเพียงความฝันสำหรับนักดนตรีหนุ่มจากต่างจังหวัด

 

ที่เข้ามากรุงเทพเพื่อหางานทำ ศิลปินขาเป๋ ลุกขึ้นแล้วเดินไปจากห้องผู้จัดการ

 

ออกมายังห้องครัว ขนมปังกระเทียมกับซุปเห็ดคงจะดีไม่น้อยสำหรับเวลาเช่นนี้

 

ปึ้ก ยาใจ พนักงานหญิงชนร่างของสรุจ เมนูอาหารที่เธอถือมานั้นร่วงหล่นลงพื้น

 

"อ้ะ ขอโทษค่ะพี่ หนูผิดเอง หนูนี่ซุ่มซ่ามจริงๆ" เธอก้มตัวลงเก็บ

 

"ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมช่วยเก็บ" สรุจค่อยๆก้มตัวลงช่วยยาใจที่กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บเมนูบนพื้น

 

ยา ใจเป็นอีกหนึ่งสีสันของร้าน เธออยู่มาตั้งแต่สมัยร้านยังเล็กๆ ด้วยท่าทางเปิ่นๆของเธอบวกด้วย หน้าตาซึ่งถือว่าดีมากคนหนึ่ง ช่วยให้มีแขกหนุ่มๆมาไม่น้อย แม้ว่าเธอจะซุ่มซ่ามไปมากก็เถอะ

"ขอบคุณค่ะ พี่"

 

"ไม่เป็นไรครับ" ยาใจลุกขึ้น ส่วนสรุจเอามือยันพื้นแล้วจึงลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า เขาเซนิดหน่อยก่อนที่จะเอามือพิงผนังเพื่อทรงตัว

 

"อ้าว พี่ขาไปโดนอะไรมาคะ" ยาใจถาม สรุจยืนนิ่งก่อนที่จะส่งยิ้มเฝื่อนๆก่อนที่จะเดินกระเพลกจากไป

 

ปัจจุบัน : ในคืนของวันที่7หลังจากการหายตัวไปของสรุจ

 

"อย่ามาเล่นอย่างนี้น่าไอ้สัตว์!!!"คำสบถดังขึ้นเป็นบทสนทนาแรกเริ่ม

 

หลังจากฟัง วิศรามที่เคลื่อนวาจาด้วยความเร็ว250กิโลเมตรต่อชั่วโมง รัวลั่นราว20นาที

 

เสียงเคาะโต๊ะหยุดลง นทีนั่งสูบบุหรี่พลางมองที่มือขวาแม้ว่าจะทานยาตามที่หมอสั่งมันยังคงเหมือนเดิม

"มึงแน่ใจเหรอวะ ขำ ว่าไอ้สรุจตายแล้ว?"

"กูเองก็ไม่อยากจะเชื่อ กูช๊อคไปเลยนะตอนที่พิมโทรมา เนี่ยกูก็รีบโทรมาหามึงทันทีเลย"

 

วิศรามพูดด้วยอาการตื่นตระหนกแม้ว่าจะลดลงเยอะแล้วแต่ลิ้นของนักกีต้าร์ที่ตื่นตระหนกยังคงระรัวอยู่

"งั้นเรอะ โดนรถชนตายเรอะ"

มือขวาของนทีหยุดสั่น สายตาละจากมือ แล้วจับจ้องไปยังรูปถ่ายรวมของวง the r.a.bb

 

สรุจซึ่งยืนอยู่ระหว่างนัดถากับพิษณุในรูป กำลังส่งยิ้มให้นักทรัมเป็ต

"มีใครรู้เรื่องนี้อีกมั่งรึยัง"

"นอก จากไอ้ธัญแล้ว คนอื่นๆกูคิดว่ายังนะ กูก็โทรมาหามึงทันทีที่รู้เนี่ยแหละ ส่วนพิมเท่าที่รู้คือกูบอกให้กินยานอนหลับแล้วพักผ่อน พรุ่งนี้กูจะไปอยู่เป็นเพื่อน"

"อืม รบกวนมึงหน่อยแล้วกัน ในตอนนี้คนที่เสียใจที่สุดคงจะเป็นพิม แต่

กูยังไม่อยากจะเชื่อว่าไอ้ สรุจจะตายแล้วนะ "

 

นทีพยายามปกปิดเสียงที่สั่นเครือของเขา ปากที่กระตุกอย่างแผ่วเบา

 

"มึงสงบอารมณ์แล้วนอนก่อนก็แล้วกันเดี๋ยวกูจะลองโทรหาคนอื่นดู

 

"เออ… ok… ok "เสียงสั่งน้ำมูกแว่วออกจาหูโทรศัพท์

"เอ้ย อย่าขี้แยน่าขำ มันยังไม่ชัวร์นี่หว่า ไอ้สรุจอาจจะแค่ไปเที่ยวก็ได้"

"อืมๆ"

 

สายของวิศรามถูกวางลง นทีกดเบอร์โทรศัพท์มือถือของ สรุจ นี่เป็นวันที่7ที่สรุจอันตรธาน

 

ปกติ สรุจเองมักจะชอบหายตัวไปเป็นเวลา4-5วันเสมอๆโดยที่ไม่มีใครรู้ หากเป็นปกติคงจะไม่มีใครสนใจ

 

" ไม่สามารถติดต่อเลขหมายที่ท่านเรียกได้กรุณา…" สัญญาณถูกตัด ไอฝุ่นสีขาวล่องลอยขึ้นจากริมฝีปาก

 

เปลือกตาปิดลงสักครู่ นทีนิ่งไปใช้เวลาเพื่อปรับอะไรๆให้เข้าที่ จากนั้นจึงเผยดวงตาที่แดงก่ำ

 

กรอบรูปสีทองแดงข้างมือถูกหยิบขึ้นมา กลิ่นมินท์จากฝุ่นผงติดอยู่บางๆ

 

นักทรัมเป็ตหายใจออกเบาๆขับไล่ของเหลวในจมูกที่น่ารำคาญ

 

The royal-afternone bigband ที่อวดรอยยิ้มอย่างภาคภูมิอยู่กันครบบนกระดาษบางๆเพียงแผ่นเดียว

 

วางกรอบเหล็กลงกลับไปยังที่เดิม รอยมือบนกระจกเด่นชัดจนดูขัดหูขัดตา นทีเดินออกไปจากห้อง

 

แล้วกลับเข้ามาพร้อมกับผ้าขี้ริ้วชุบน้ำหมาดๆในมือ เศษผ้าสัมผัสเข้ากับกรอบเหล็ก ซื้ด เสียงสั่งน้ำมูกดังแว่วขึ้น

--------------------------

"แชะ !! ขออีกรูปครับ อีกรูป ยิ้มครับ คุณผมสั้นทางขวาช่วย…"

 

กลุ่มนักดนตรีที่เพิ่งจะรวมตัวกันได้ไม่นาน ยืนเบียดเสียดกันอย่างงะๆเงิ่นๆ

 

เป็นครั้งแรกที่การยืนประจันหน้าต่อกล้องถ่ายรูป อันเล็กๆจะทำให้เลือดวิ่งสูบฉีดไปทั่วร่าง

 

"คุณ..คุณ นทีช่วยชู ถ้วยสูงๆหน่อยครับ คุณผมยาวคนข้างๆขยับเบสไปทางขวาอีกนิดครับ ครับนั่นแหละครับแล้วก็ยิ้มด้วยครับ" นัดถาขยับเบสไปข้างๆพร้อมกับยิ้มเฝื่อนๆจนน่าขำ

 

"เสร็จแล้วครับ"ช่างภาพจัดการเก็บของเข้ากล่อง

 

"จะลงเล่มไหนครับเนี่ย" เหล่านักดนตรี ตื่นเต้น

 

"ปลายเดือนครับ รออ่านได้เลย"เมื่อพูดจบตากล้องจากสำนักพิมพ์ก็จากไป

 

"ขอบคุณคร้าบ"คำกล่าวขอบคุณดังไปมาระหว่างกลุ่มคน2กลุ่ม ภายในห้องโถงของร้าน

 

นทีวางถ้วยสีทองเข้าไปยังตู้ ใส่แล้วจัดการใส่กลอน the r.a.bb นั่งหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน เป็นการสนทนาที่เต็มไปด้วยความฝัน นั่นคืออดีตอันหวานชื่นของวันวาน

 

หากเพียง7เดือนต่อมาการบาดหมางกันระหว่างกลุ่มนักดนตรีด้วยกัน แอบปะทุอย่างเงียบๆ

 

นทีเริ่มทนกับนิสัยพูดไม่รู้เรื่องของวิศราม จนกระทั่งบางครั้งเกิดปากเสียงขึ้น

 

จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่วิศรามเองก็ไม่ชอบในนิสัยเจ้าบงการของนที พิษณุที่ขาดการซ้อมจนถูกเพ่งเล็งจากกลุ่ม

 

การหายตัวไปอย่างไร้เหตุผลของสรุจเป็นเวลา4-5อย่างเสมอๆ  และอีกหลายๆเรื่อง

 

เมื่อ the r.a.bb ได้รับชื่อเสียง สิ่งที่เปลี่ยนไปคือขณะนี้ the r.a.bb ไม่ ใช่ วงมือสมัครเล่นจากต่างจังหวัดอีกเช่นเคย ขณะนี้พวกเขายืนอยู่บนยอดเขาที่สูง และการตกลงไปไม่ใช่ทางเลือกที่จะยอมรับได้ ยังมีกลุ่มนักดนตรีอีกอย่างต่ำ3กลุ่มรอเข้าเสียบทันทีที่พวกเขาพลาดพลั้ง

 

"เออ!!กูบอกว่าขอโทษแล้วไง จะเอาอะไรอีกวะ!"สรุจตะโกนสุดเสียง จ้องเขม็งไปยังหน้าของนที

"แล้ว ทำไมมึงไม่บอกกูมาล่ะว่ามึงหายไปไหน โทรศัพท์มึงก้ไม่เปิด มึงหายไปอย่างนี้ มันก็ไม่ได้ซ้อมสิวะ แล้วพวกกูล่ะ วันที่มึงหายไปมันมีเวลางานอีก1วันนะโว้ย นี่ถ้ามึงไม่สนใจที่จะอยู่วงนี้มึงก็ลาออกไปสิ"

"นี่มันไม่ใช่วงของมึงคนเดียวนะ!! กูเองก็ช่วยสร้างมันขึ้นมา!!!"

"แต่ คนอย่างมึงมันไร้ความรับผิดชอบ มึงเคยคิดบ้างมั้ยว่าที่มึงหายตัว ไปๆมาๆเนี่ยมันทำให้คุณมัก เค้าไม่พอใจเกิดโดนแทนวงขึ้นมามึงจะทำยังไง"

"กูถึงบอกมึงไงว่าขอโทษ"

"สัตว์!!! ขอโทษแล้วไม่ทำมันจะได้อะไร แล้วมึงจะบอกไม่ได้เชียวเรอะว่ามึงหายไปไหน อย่างน้อยที่สุดมึงก็ควรจะเปิดโทรศัพท์มือถือ"

 

ทั้งสองตะโกนผ่านอุ้งแขนและลำตัวของเหล่านักดนตรีคนอื่นที่คอยมากัน 

 

"ไอ้สัตว์เอ้ย!!!" นทีตะโกน สุดเสียงเขาตกหลุมของ สรุจเสียแล้ว คนอย่างไอ้สรุจมันจะมาตายเอาง่ายๆได้ยังไง

 

ไม่ใช่หรอกมันแค่หายตัวไปอย่างไร้เหตุผล เหมือนทุกครั้ง

 

อีกไม่กี่วันมันก็จะกลับมาทำหน้าระรื่น พร้อมกับความลับที่บอกเพื่อนๆไม่ได้

 

ถึงตอนนั้นจะคุยกับมันให้รู้เรื่องเชียว นทีหยุดวางกรอบรูปที่ถูกเช็ดจนสะอาดลง เสียงสูดน้ำมูกยังคงดัง

 

ของเหลวเหนียวๆในจมูกนั้นช่างน่ารำคาญนักมันไหลลงไปที่ริมฝีปากที่มองเห็นได้ถึงรอยยิ้มเล็กๆที่เริ่มปรากฏ

 

นทียกฝ่ามือขึ้นปาดน้ำมูก ก่อนที่จะนึกออกว่าบนมือนั้นยังคงมีเศษผ้าเก่า

 

มันกระทบริมฝีปากและโชยกลิ่นเหม็นอับเข้าสู่รูจมูกทั้ง2ข้าง

 

 

หลังจากตื่นขึ้น พิมกานต์ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย

 

กระทั่งยามหลับตาสิ่งที่เธอทำตลอด8ชั่วโมงคือการกล่าวคำขอโทษต่อสรุจ

 

"สรุจ นี่สรุจ พิมขอโทษ สรุจหันมาก่อนสิ สรุจ" พิมกานต์เดินตามหลังสรุจ ภายในคลับแห่งหนึ่ง

 

"สรุจ หันมาก่อนสิ เราคุยกันได้นะ สรุจ!!! สรุจ!!"นักดนตรีหนุ่มยังคงเดินหันหลังให้

 

"ฟังพิมก่อนสิ สรุจ" มือน้อยๆเอื้อมไปเพื่อคว้าแขนของชายเบื้องหน้าแต่มีบางสิ่งหยุดเธอไว้

 

"ว่าไงจ้ะคนสวย" ร่างของเธอถูกโอบโดยแขนที่กำยำ หนุ่มรูปงามในเสื้อเชิ้ตสีเหลืองส่องประกาย

 

ชื่อของบุรุษลึกลับติดอยู่ที่ริมฝีปากซึ่งเคยเปล่งเสียงครวญครางออกมายามดึกเมื่อ2-3อาทิตย์ก่อน

 

ชายในเสื้อเชิ้ตเริ่ม กอดจูบลูบคลำ แม้ว่าพิมกานต์จะพยายามขัดขืนเพียงไรก็ไม่เป็นผล

 

สรุจจากหายไปในความมืด มันเป็นเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ยาวนานราวกับไม่มีวันสิ้นสุด

 

ท่ามกลางโลกความจริงที่เหมือนกับฝันไม่ผิดเพี้ยน สรุจได้จากเธอไปตลอดกาล

 

"พิม อยู่รึเปล่า นี่พี่ขำนะ" เสียงทุ้มต่ำดังมาจากนอกห้อง

 

"สักครู่ค่ะ สักครู่" ประตูห้องห้อง534ส่งเสียงก๊อกแก๊กอยุ่ครู่ใหญ่ ราว3-4นาทีต่อมา

 

หญิงในชุดสีฟ้าก็ปรากฏกายพร้อมอาการซูบเซียว กลิ่นฉุนของสเปรย์ดับกลิ่นโชยออกมาจากห้อง

 

กระนั้นมันไม่อาจปิดบังสิ่งที่เธอทำไว้ได้ วิศรามเดินเข้าไปในห้อง แม้ว่าจะรู้แต่เขาก็ไม่พูดอะไร

"กินอะไรรึยัง?"

"กินไปบ้างแล้วน่ะค่ะ"

"ดีขึ้นแล้วรึยัง"

 

"…อืม หนูไม่เป็นไรแล้ว พี่ไปเถอะ รบกวนเปล่าๆ" บรรยากาศที่แสนจะเงียบงันเข้าคุกคาม

 

"พิม….ไปแจ้งความกันเถอะ"วิศรามจับแขนของสตรีเบื้องหน้าขึ้น

7ชั่วโมงต่อมา

"ฮัลโหล"

"ฮัลโหล คุณแม่ขวัญใช่มั้ยครับ"

"ใช่จ้ะ นั่นใครเอ่ย"

"ผมนทีครับ เพื่อนร่วมวงของสรุจน่ะครับ"

 

"นทีอ๋อ เป็นไงมั่งจ้ะ โทรมาแต่เช้าเชียว" เสียงของกระทะ ยังคงอยู่เสมอเหมือนเมื่อวันที่ไปหายังบ้าน

"ก็สบายดีครับ ช่วงนี้งานก็ยุ่งนิดหน่อยน่ะครับ"

"อ๋อ เหรอจ้ะ แล้วสรุจล่ะ เป็นยังไงมั่ง ช่วงนี้เค้าไม่ค่อยได้ติดต่อแม่เลย"

 

"ก็…."นที อ้ำอึ้ง

"ก็สบายดีครับ ตอนนี้เค้ากำลังยุ่งน่ะครับ บอกให้ผมมาฝากบอกคุณแม่ว่ายังสบายดีน่ะครับ"

"แหม ได้ยินก็ดีใจ เฮ้อ สรุจนี่โชคดีจริงๆนะ ที่ได้เพื่อนดีๆอย่างนทีเนี่ย"

"อ๋อก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ"

"อ่ะจ้า ได้ฟังจากนทีแม่ก็โล่งใจ"

"ครับ เดี่ยวผมขอตัวก่อนนะครับ งานยุ่ง"

"อ่ะจ่ะ เสียงงี้หอบเชียว งานคงจะยุ่งสินะ"

 

"ครับ…"สายถูกตัด พร้อมกับน้ำตาที่ไหลริน

 

ครั้นอดีต

 

ดวงตาของสรุจเขียวช้ำเป็นรอย

 

"ไปโดนอะไรมาวะ" เสียงของภากรถามไถ่

 

"ต่อยกะไอ้เด็กเสิร์ฟคนใหม่มา" มือสรุจป้องที่ตาขวา เสียงร้องเล็กดังอยู่

"มันไปทำอะไรเข้าล่ะ"

"แม่งมากวนพิม"

 

"แล้วทำไมมึงไม่ปล่อยๆไปมั่งวะ คิดว่ามันจะทำอะไรได้เรอะ"ดวงตาที่แดงก่ำของสรุจ หันมามองภากร

"ก็แม่งพูดดีๆยังไม่ยอมเลิกกวน พิมเค้ามาบ่นกะกูหลายครั้งแล้ว กูไปคุยกะมัน"

"แล้วมันไม่ฟังมึง ก็เลยซัดแม่งซะ?"

 

"อืม" ตาขวาของศิลปินใจร้อนปวดร้าวยิ่งนัก จึงลุกขึ้นเดินไปหยิบถุงน้ำแข็งในห้องครัว

"แล้วคุณมักเค้ารู้รึยัง ไปต่อยกับคนในร้านระวังจะมีปัญหาตามมานะ"

"เค้ารู้แล้ว ตอนนี้เรียกไปคุยอยู่"

"อืม คราวหน้าคราวหลังคิดให้ดีๆก่อนล่ะ เดี๋ยวเรื่องมันอาจจะไม่จบง่ายๆก็ได้"

"หมายถึงโดนไล่ออกน่ะเรอะ กูคงไม่โดนกับเรื่องแค่นี้หรอก"

 

"ไม่แน่ ระวังไว้หน่อยก็ดี"เมื่อกล่าวจบคู่สนทนาก็จากไป ถุงน้ำแข็งประคบเข้าที่เบ้าตา

"อ่ะ ขอบใจมากนะ"

"ค่ะ พี่ แต่พี่ก็ไม่เห็นต้องไปลงไม้ลงมือกันเลย พูดกันดีๆก็ได้ ดูสิ เป็นเรื่องขึ้นมาเลย"

"ก็มันไม่ฟังนี่นาจะให้ผมทำไง"

"พูดดีๆเค้าอาจจะฟังก็ได้นะ"

"ผมก็พูดดีแล้ว มันก็ไม่ฟัง"

"โหย หนูเห็นแต่พี่เดินๆไปหาไอ้เจ้าโจ้ พูด2-3คำแล้วก็ต่อยเลย น่าจะ.."

"น่าจะอะไร!!! ผมไม่อยากจะมาฟังคนเข้าข้างกันนะ"

 

 

วันที่27ธันวาคมคู่รักนั่งฉลองภายในห้องเช่าขนาด4คูณ4 เมตรที่กว้างขวาง

 

"สุขสันวันเกิดค่า"กรวยกระดาษถูกดึง ปัง!!!ริบบิ้นหลากสีทะยานออก

 

เค้กปอนด์ก้อนเล็กๆที่ถูกจุดเทียนวางอยู่เบื้องหน้า สรุจค่อยๆเป่าเทียนทีละเล่มอย่างช้าๆ

 

ห้องค่อยๆมืดลง ในที่สุด เทียนเล่มสุดท้ายถูกดับลงเหลือเพียงความมืดมิด

"เย้ 25แล้ว"

"ทำไมล่ะจ้ะ"

"แก่….ฮิฮิ"

"แน่ะ ยังกับว่าเด็กนักล่ะ"

"เด็กสิ ยังเอ๊าะๆรุ่นๆอยู่เลย"

"จ้าๆ เด็กก็เด็กแล้วปีนี้เด็กน้อยมีอะไรให้คุณลุงมั่งล่ะครับ"

"ไม่มี ไม่ได้ซื้อให้"

"เหอะ…."

 

"โอ๋ๆ นี่จ้ะๆ อย่าน้อยใจ อุตส่าห์…" หลังจากการฉลองวันเกิดจบลง สรุจหลับหลับตาลง เข้านอน

แว่วเสียงของโทรศัพท์มือถือริงโทนพิเศษที่ตั้งไว้เพื่อเพื่อนๆ แต่เมื่อทอดสายตาไปยังnokia 7330

 

ทุกอย่างไร้การเปลี่ยนแปลง ยังคงเงียบงันไร้ซึ่งวี่แววเช่นทุกๆวัน

 

ปัจจุบัน

 

นี่เป็นครั้งที่12ในหนึ่งสัปดาที่นทีเฝ้าเพียรโทรเข้าเครื่องของสรุจ ทุกๆวัน ข้อความที่ได้รับจนชินชาคือ

 

"ไม่สามารถติดต่อเลขหมายที่ท่านเรียกได้ กรุณา…"  หากมีบันทึกสถิติโลกของthe r.a.bb เองแล้ว

 

นทีคงจะครองสถิติที่ไม่มีใครทำลายได้ ผลุบ โทรศัพท์ในอุ้งมือร่วงหล่นลงสู่พื้น

 

"เฮ้ย เหี้ยเอ้ย" ใบหน้าของพ่อหนุ่มที่มองมือตัวเอง แดงก่ำราวกับจะเชือดเฉือนสิ่งเบื้องหน้า

 

นิ้วก้อยขวาหยุดเคลื่อนไหว อย่างสมบูรณ์ถุงยาในมือไม่สามารถช่วยได้

 

สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในความเข้าใจคือคำสาป แม้มันจะเป็นเพียงสิ่งงมงาย แต่การที่นิ้วก้อยขวา

 

ของเขาหยุดการทำงานลง คงจะเป็นเพราะผิดสัญญาที่ให้ไว้กับสรุจ ไม่น่ะ

 

หัวหน้านักดนตรีอนาคตไกลจะมาต้องตกหล่มไปกับความเชื่องมงายรึ  

 

บ่ายโมงคล้อย ณ แหล่งซื้อขายใจกลางเมือง การนั่งพักผ่อนจิบมอคค่า พลางขบเคี้ยวแซนวิชไก่

 

เป็นข้อเสนอที่น้อยครั้งนักจะได้รับการปฏิเสธ

 

"เป็นไงมั่งวะ"ชายผมยุ่งอีกฟากโต๊ะถามขึ้น

"มึงหมายถึงเรื่องไหนล่ะ"

 

"เอาหมดน่ะ" คำสนทนาของชายอีกฟากมักจะเป็นเช่นนี้

 

หลายครั้งมันทำให้นทีสงสัยว่านั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการจะรู้เพื่ออะไร

"กูยังโทรหาสรุจไม่ได้ แล้วก็ไม่มีคนติดต่อมาเลย"

"อืม…"

 

"กูละไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไอ้สรุจมันตายแล้ว" แซนวิชไก่ รสเผ็ดร้อนถูกจ่อที่ปาก

 

ฟันหน้าเงื้อ ปากอ้ากว้าง นทีค่อยๆกัด กรึบ กรึบ ผลุบ ผักชิ้นโตร่วงหล่นลงสู่พื้นโต๊ะ

 

"มือมึงเป็นอะไร" ชายคนเดิมถามด้วยท่าทางเฉยเมย

"กู…."

-----------------

 

งานปิดภาคเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 เด็กหนุ่ม2คนนั่งอยู่หน้าโรงเรียนของจังหวัด

 

การนัดเจอกันของ นักเรียนจากโรงเรียนข้างๆ แน่นอนว่าสรุจและนัดถา ไม่เคยเจอกับชายคนนั้นมาก่อน

 

หากเหตุการณ์ย่ำแย่จริงๆ ยังไงซะก็หวังว่าพวกเค้า2คนจะสามารถล้มคน1คนลงได้

 

หลังจากการนั่งรอ ก็มีเด็กหนุ่มราว3คนเดินมา คนทางขวาตัวใหญ่ใช่เล่นๆ ส่วนคนกลางท่าทางผอมลำตัวเพรียว

 

คนทางขวามือ ดูอ้วนและเตี้ยกว่าคนอื่นนัก

"สรุจกับนัดถาสินะ ขอบคุณที่มาตามนัดนะครับ"

 

"อืม มีอะไรก็ว่ามา"นัดถากล่าว

 

"คือมีข้อเสนอ ที่อยากจะให้พวกมึงไปคิด"คนซ้ายมือพูดด้วยเสียงห้าวๆ

 

 "เราอยากจะให้พวกคุณเข้าร่วมวงดนตรีของเรา ตามที่ว่ากันพวกคุณ2คนมีฝีมือดีไม่น้อย

 

หากร่วมกันพวกเราอาจจะก่อตั้งวงดนตรี ชั้นแนวหน้าได้"เด็กหนุ่มคนกลางกล่าว

"มีอะไรอีกมั้ย"

"ไม่มีแล้วครับ พวกเราจะรอคำตอบตอนเย็นวันพรุ่งนี้ ที่ร้านป้าเพ็ญ"

"แล้วจะต้องบอกว่าคุยกับใคร"

"นที นที ลิ้มสุวันท์"

 

วันรุ่งขึ้นสิ่งที่จะทำให้นทีนึกเศร้าใจในอนาคตให้หลัง คือการเกี่ยวก้อยสัญญา

"ผมจะรับรองอนาคตของพวกคุณ ที่กรุงเทพเอง"

 

หลังจากนั้น 6เดือนกลุ่มthe r.a.bb ก็เข้าสู่กรุงเทพ  เพราะการเจรจาระหว่างเหล่าพ่อแม่กับนที

 

 

มีหลายคนเคยถาม สรุจทำไมมึงถึงถูกรถชนวะ หรือสรุจทำไม ถึงไม่ขับรถล่ะ

 

แม้กระทั่งเพื่อนๆในวงดนตรี บางครั้งยังถามเขา หากจะเล่าย้อนต่อไป

 

ไม่ใช่ว่าทุกคนในวงจะเป็นสมาชิกใหม่นัดถากับสรุจคบหากันมาแต่ช่วงวัยรุ่นที่ต่างจังหวัด

 

เขาคงจะเป็นคนสุดท้ายที่อยากจะให้คำถามนี้หลุดออกจากปากของเพื่อนผมยาวคนนี้

 

"สรุจ ทำไมมึงไม่ขับรถวะ" นัดถาถามขึ้น นั่นคงจะเป็นคำถามที่กวนใจที่สุดเท่าที่สรุจเคยเผชิญ

"กูว่ากูเคยบอกแล้วนะ"

"เอ่อ กูจำไม่ได้ว่ะ "

"กูตาบอดสี มึงไม่รู้เลยเหรอวะ"

"เออว่ะ กูเพิ่งรู้นะเนี่ย"

"กูไม่ใช่ว่าบอกมึงไปแล้วเรอะสัตว์" คำถามที่คนมักจะถามคือ เมื่อเราตายไป คนรอบๆข้างจะเป็นอย่างไร

1เดือนหลังจากการหายตัวไปของสรุจ

 

หน้าวัดเสมียนนารี ชาย5คนยืนล้อมวง แต่งกายด้วยชุดขาว หญิงอีกนางกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีแดงสด

 

"กูจะบวชให้สรุจ ทำบุญให้มัน พวกมึงจะเอาด้วยมั้ย" นทีพูด

"กูเอาด้วย เมื่อคืนกูฝันเห็นมัน มันมาคุยกับกูบอกว่าสบายดี กูน่าจะขอหวยมันซะเลยนะ ฮะๆๆ"

 

แม้นัดถาจะพยายามสร้างบรรยากาศ ไม่นานสิ่งที่เสียงหัวเราะเฝื่อนๆ ก็หยุดลง

 

"ตอนนี้กูต้องช่วยพี่กู คงไม่ว่างว่ะ ทำบุญส่งไปให้ก็แล้วกัน" ภากร กล่าว

 

"ตอนนี้กูคงได้แค่ทำบุญส่งไปให้ อย่างน้อยที่สุดกูก็ทำให้สรุจ เพื่อนรักได้แค่นี้" นัดถาพูด

 

"แล้วเรื่องงานศพล่ะ" หัวหน้าวงถามขึ้น

"ก็ไปทำบุญศพไม่มีญาติก็แล้วกัน ตอนนี้ทางตำรวจก็ยังไม่แจ้งมานี่"

 

การสนทนาจบลง ทุกคนต่างแยกย้ายกันไป พิมเดินออกไปพร้อมกับชายหนุ่มที่มารับ

 

แม้จะเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับบริเวณใบหน้า แต่ดูเธอก็ไม่เสียใจเท่าใดนัก

 

ทุกอย่างสิ้นสุดลง นี่ถือเป็นจุดจบที่ต้องยอมรับ การอวสานของสรุจ

 

1ปีให้หลัง

 

นทีกับนัดถาถูกรางวัลสลากกินแบ่งอันดับที่1 เนื่องจากการเข้าฝันของสรุจที่นัดถาบอกกับนที

 

บางครั้งสมาชิกคนอื่นๆถึงกับอยากจะบวชมั่งแต่นั่นก็เป็นเพียงมุขตลก 

 

วงดนตรี the royal-afternone big band ยังคงอยู่ ด้วยสมาชิกใหม่2คน

 

สาริน นักเป่าเครื่องเสียงซึ่งเข้ามาสรุจและธนิต นักเปียโนที่เข้ามาแทนธัญ

 

ซึ่งยังคงเรียนต่อที่ต่างประเทศ และทำงานกับวงดนตรีที่อังกฤษ

 

ทุกครั้งที่วงทำการแสดง เพลงบังคับ1เพลงที่ต้องเล่นคือเพลงโปรดของ สรุจ

 

"ฉันนั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่ง แปลกใจฉันจริงปลาไม่กินเหยื่อ"   แต่หลังจาก4เดือนแห่งการไว้อาลัย

 

เพลงนี้ก็ถูกถอดออกจากการแสดง เนื่องจากความเบื่อหน่ายของลูกค้า

 

แรกๆทางวงพยายามที่จะให้รักษาเพลงนี้ในรายชื่อเพลง แต่เมื่อผ่านไปนานๆ ทุกคนก็ไม่ใส่ใจ

 

หลังม่านสีแดงสด ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนไปจากครั้งเมื่อสรุจยังอยู่

ภากรกับนัดถายังคงดูรูปนางแบบคนใหม่จากนิตยสาร วิศรามยังคงเลียนแบบเสียงhihat

 

นิ้วก้อยของนทีดีขึ้นเยอะแล้วเขายังคงนั่งสูบบุหรี่อยู่ สาริน พิษณุ และธนิต นั่งจับกลุ่มคุยกันเรื่องสัพเพเหระ

 

ที่หน้าร้าน ข้อความอวยพรที่เหล่าคนดังมาช่วยเขียนอวยพร

 

รวมถึง the r.a.bb ชุดแรก แต่ถึงตอนนี้ชื่อของสรุจ และตัวตน ก็ได้สาบสูญไปจากสายตาของผู้คน

---------

 

สำหรับนัดถา มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะมีเวลาปลีกตัวกลับมาพักผ่อนยังที่บ้านเก่า

 

คุณพ่อคุณแม่เสียไปแล้ว เมื่อกลับมาที่บ้านจึงมีฝุ่นหนาปกคลุมอยู่ การทำความสะอาดครั้งใหญ่ได้เริ่มขึ้น

 

2ชั่วโมง บ้านที่แสนอบอุ่นจึงกลับมาสะอาดอีกครั้ง พ่อหนุ่มผมยาวทำความสะอาดร่างกาย

 

เมื่อเดินออกมาสิ่งที่อยากจะทำคือ ทานกาแฟรสชาติคุ้นเคย ที่ร้านป้าที่อยู่ถัดไปอีก2ช่วงตึก

 

นัดถาเดินไปอย่างไม่รีบร้อน ทรรศณียภาพรอบด้านดูไม่คุ้นตานัก  เมื่อใกล้ถึงร้านกลิ่นของคลองที่ลอยตลบ

 

ช่วยให้รู้สึกคุ้นเคย กลิ่นกาแฟที่หอมหวลกับบรรยากาศเมื่อครั้งวันวานลอยขึ้น ทำให้นึกถึงสรุจ

 

เพื่อนผู้จากไป เสียงเพลงดังแว่วขึ้นเป็นเสียงแซ็กโซโฟนแสนนุ่มนวล  ถึงกับเผลอคลอเพลงตามเบาๆ

 

ก่อนที่จะรู้สึกตัวได้ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นไม่ใช่สิ่งที่คิดไปเองจากจินตนาการ

 

นัดถาหยุดผงะ เบื้องหน้าคือร่างของชายผิวดำคล้ำแม้จะถูกประตูร้านบังอยู่ แต่ลักษณะการเป่าและ กลิ่นอายก็ช่างเหมือนกันกับเหมือนมาก เขาก้าวขาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น

 

สิ่งที่เห็นเบื้องหน้า ไม่ผิดแน่

 

"เฮ้ย สรุจ!!!" ชายผิวดำหันกลับมาทางเสียง

"อ้าวนัดถา เป็นไงมั่งวะ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน"

 

"มึง….มึงยังไม่ตาย!!!!"น้ำตาเอ่อล้นท่วมท้นเบ้าตา แล้วโอบกอดร่างของเพื่อนผู้เคยจากไป

"เออ สิ กูยังไม่ตาย ปล่อยกูได้แล้วน่า"

"แล้วมึงหายไปไหนมาวะ ตั้ง1ปี 1ปีนะเว่ย ทุกคนเค้าก็นึกว่ามึงตายไปแล้ว กูคิดถึงมึงจะตายห่า"

"อ้าว ไอ้ธัญไม่ได้บอกเรอะ"

"ไม่ บอกแค่ว่ามึงน่ะตายแล้ว แล้วมันก็หายไปเลย"

"สมเป็นมันจริงๆ ….เฮ้อ มานั่งกินกาแฟกัน ว่าแต่ที่ร้านเป็นไงมั่งล่ะ"

"เอ้ย เดี๋ยวก่อน ขอกูโทรหาพวกเพื่อนๆที่ร้าน ก่อนนะ พวกมันคงจะรีบเหวอเลยล่ะ"

สหายทั้ง2สนทนากันอย่างออกรส ราวกับครั้งวันวาน เมื่อนานมาแล้ว มิตรภาพที่กลับมาอีกครั้ง