หนังไม่ได้มีทางเดินเดียว (2)
Food Matters: คำตอบอยู่ที่ ‘ออนไลน์’ และ ‘ขายดีวีดี’
จริงที่ว่า หนังเล็กๆ อาจเป็นที่ร่ำร้องต้องการของคนดูได้หากเป็นหนังดี ทว่านั่นก็มิใช่ความจริงเพียงประการเดียว
บนเส้นทางแห่งความสำเร็จของหนังซึ่งไร้ทั้งทุนและแรงหนุนของค่ายใหญ่ยังต้องอาศัย ‘แผนการตลาด’
ที่ดีอีกด้วย
สองสามีภรรยาชาวออสเตรเลียอย่างเจมส์ คาฮูน กับ ลอเรนทีน เทน บอช ไม่ใช่คนทำหนังประเภทคำนวณ
แผนอะไรที่ว่านั่นกันมาตั้งแต่เริ่ม พวกเขาก้มหน้าก้มตาทำสารคดีว่าด้วยการบริโภคอย่างมีคุณค่าเรื่อง Food Matter
โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรนำมันไปพบคนดูได้อย่างไร แต่ด้วยการมีหนังที่ดี และมีความเข้าใจชัดเจนถึงกลุ่มผู้ชมและ
จุดประสงค์ในการทำ พวกเขาจึงค่อยๆ ค้นเจอหนทาง แล้วก่อร่างเป็นแผนอันหลากหลายที่ผลักดันให้หนังไร้ฟอร์ม
เรื่องนี้เติบโตขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ทุนหลักแสน ขายดีวีดีหลักแสน!
Food Matters ใช้ทุนสร้าง 200,000 เหรียญสหัฐฯ ที่ควักจากกระเป๋าของคาฮูนกับบอชและญาติมิตร (รวมค่า
การตลาดและจัดจำหน่าย 70,000เหรียญแล้ว) แต่สามารถคืนทุนภายใน 6 เดือนจากการขายดีวีดีทางเว็บไซต์ได้
60,000 แผ่น และหากนับถึงปัจจุบัน มันถูกขายไปแล้วกว่า 175,000 แผ่น

สองเราอยากทำหนัง
การได้เห็นความทุกข์ทรมานของพ่อที่ป่วยหนัก ทำให้คาฮูนและภรรยานึกอยากสื่อสารเรื่องโภชนาการแก่คน
วงกว้างด้วยสื่อที่พวกเขาเชื่อในพลังมากที่สุด –ภาพยนตร์ โดยพวกเขาจะได้นำความรู้ด้านการบำบัดสุขภาพด้วย
อาหารที่ได้เรียนทางไกลกับ Global College of Natural Medicine ในแคลิฟอร์เนียมาใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ
ทั้งคู่ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับการทำหนังเลย พวกเขาแค่อยากได้สารคดีที่โปรดักชันสวยงามและสื่อสารกับคนได้
ว่าแล้วก็ควักเงินไปซื้อกล้องซื้อไฟซื้อไมค์แล้วตะลุยสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการทั้งในยุโรปและอเมริกา
ก่อนหอบข้อมูลกลับไปซิดนีย์เพื่อใช้ถ่ายทำ ภายใต้โจทย์ที่ว่า ต้องทำทุกอย่างให้เรียบง่าย เพราะประเด็นของหนัง
ซับซ้อนพออยู่แล้ว โดยพ่อของคาฮูนได้ร่วมสนับสนุนเงินทุนสำหรับทำหนังด้วย
เห็นหน้าคนดูชัด จึงเห็นตลาดต่าง
ขณะที่เนื้อหาของ Food Matters มุ่งท้าทายความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับโภชนาการและสุขภาพ การจัดจำหน่ายหนัง
เรื่องนี้ก็ท้าทายขนบในวงการหนังด้วย ความท้าทายดังกล่าวเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลที่ฟังดูง่ายที่สุด “เราสองคนสนใจ
เรื่องการทำหนังเพื่อเปลี่ยนสังคมและกระตุ้นเตือนคนดู วิธีคิดในการจัดจำหน่ายหนังของเราจึงไม่เหมือน
หนังทั่วไป”
และต่อไปนี้คือสิ่งที่พวกเขาทำ
1.เมินซะเถอะเทศกาลและโรง
ทั้งคู่มองหาพันธมิตรทางธุรกิจที่จะร่วมกันเผยแพร่หนังอย่างอิสระแทนโดยระหว่างนั้นก็เริ่มต้นขายหนังทางอินเตอร์เน็ต
ไปด้วยเพื่อให้ได้เม็ดเงินกลับเข้ากระเป๋า
2.หาพันธมิตรเสริมกำลัง +เชื่อในพลังของการสื่อสาร โทนี พาวเวลล์ หนึ่งในทีมการตลาดของหนัง
(ซึ่งก็มีกันแค่ 4 คน รวมคาฮูนกับบอชด้วย!) ใช้ ‘พลังของการสื่อสาร’ (ซึ่งเขาได้เรียนรู้จากคราวทำงานกับเว็บไซต์
เทศกาลหนังออนไลน์ของ Amazon) ด้วยการทุ่มเวลา 2เดือนเต็มไปกับการโทรหาร้านย่อยในเครือร้านขายอาหาร
ออร์แกนิกเจ้าใหญ่ที่สุดในโลก (Whole Foods) ถึง 293 ร้าน เพื่ออธิบายให้ฝ่ายจัดซื้อฟังทีละร้านเกี่ยวกับความ
น่าสนใจของหนังและพยายามกระตุ้นให้แจ้งฝ่ายขายระดับภาคว่าอยากได้ดีวีดีมาวางขายในร้านพร้อมกันนั้นพาวเวลล์
ก็ติดต่อส่งข้อมูลหนังให้กับบริษัทFour Wind (ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายหนังดีวีดีทั้งหมดแก่เครือ WholeFoodsด้วย)
จน Whole Foods เริ่มสนใจและตัดสินใจนำหนังไปวางขายในร้านทั้งเครือในที่สุด

3. อินเตอร์เน็ตคือหัวใจ งานใหญ่ลำดับถัดมาคือการสวมวิญญาณเจ้าของกิจการบนโลกออนไลน์ ด้วยวิธีการดังนี้ :
- รวบรวมรายชื่อและอีเมล์ ของกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุดตั้งแต่หนังยังไม่เปิดตัว เพื่อส่งข่าวประชาสัมพันธ์และ
เชื้อเชิญให้คนเหล่านั้นสมัครรับจดหมายข่าวต่อเนื่อง
- ทำหนังตัวอย่าง ที่มีพลังสื่อสารกับคนดูในวงกว้าง, ทำเว็บไซต์ ที่น่าติดตามและอัพเดทอยู่เสมอ
- ให้ข้อมูลฟรี เกี่ยวกับโภชนาการ ทั้งในเพจหนังและส่งข่าวรายปักษ์ ซึ่งรวมจำนวนผู้รับสารประมาณ 1 แสนคน
- เปิดขายหนังทางเว็บไซต์ทั้งในรูปแบบดีวีดีและสตรีมมิง การจับมือกับพันธมิตร (เว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้อง)
พวกเขาก็ทำยอดขายได้ถึง 60,000 แผ่นภายในระยะเวลาเพียง 6เดือน
- ขายสินค้าหลายแบบ พวกเขาทำสัญญากับบริษัทขายอุปกรณ์ดีท็อกซ์ เพื่อพ่วงสินค้ากับหนังเข้าด้วยกันในราคา
ที่น่าสนใจ, แพ็คเกจเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อควรรู้ของความเจ็บป่วยต่างๆ แถมยังมีการขายหนังของคนอื่นๆ ในประเด็น
ใกล้เคียง (ตั้งแต่การทำอาหารไปจนถึงการปลูกผักออร์แกนิก) อีกด้วย
- กลเม็ดขยายการขายเว็บไซต์ รายชื่ออีเมล์ หรือบล็อกส่วนตัว ที่ช่วยโปรโมตสินค้าจากร้านออนไลน์ของหนังเรื่องนี้
และขายได้ ก็จะได้รับส่วนแบ่ง 20%
วิธีอันหลากหลายข้างต้นส่งผลให้เว็บไซต์ของหนังมีผู้เยี่ยมชมถึง 160,000 คนและมีคนสั่งซื้อสินค้าถึงกว่า 7,000
รายการหลังเปิดตัวเพียง 2 เดือน

4.ใครใคร่ฉาย ฉาย “การฉายทุกรอบจะมีผลให้เกิดกระแสปากต่อปาก เรารู้สึกว่าถ้ามีคนมาดูหนังรอบละ 50 คน
ก็น่าจะมีสัก 10 คนที่ซื้อดีวีดีกลับไปด้วย ไม่ว่าจะเพื่อดูเองหรือซื้อฝากญาติมิตรที่ป่วยอยู่ก็ตาม เราจึงขอให้คนที่จัด
ฉายหนังช่วยรวบรวมใบสั่งซื้อหรือไม่เราก็ใช้วิธีฝากคูปองหมายเลขสั่งซื้อให้เขานำไปมอบให้ลูกค้าอีกต่อหนึ่ง” คาฮูน
เล่าและเสริมว่า คนส่วนใหญ่ที่จัดฉาย Food Matters คือ คนที่สนใจเรื่องสุขภาพและอยากเผยแพร่ประเด็นในหนังให้
คนอื่นๆ ได้ร่วมรับรู้ โดยมีทั้งคนทั่วไป, ร้านขายอาหารสุขภาพ, เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ และนักโภชนาการ”
(ช่องทางหนึ่งที่ทั้งคู่ใช้ประชาสัมพันธ์วิธีการนี้ก็คือ bravenewtheaters.com ซึ่งเปิดให้คนทำหนังมาแสดงความ
จำนง ให้คนอื่นๆ นำหนังไปจัดฉายได้ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ)
5.ไปทุกที่ที่คนดูอยู่ จุดเด่นของสามีภรรยาคู่นี้อยู่ตรงการไม่รีรอที่จะวิ่งเข้าหาโอกาส พวกเขาพร้อมทำทุกทาง
ที่จะช่วยให้หนังกระจายตัวไปสู่ผู้ชมเป้าหมายมากที่สุด จึงไม่แปลกที่ Food Matters จะได้ไปปรากฏตัวต่อหน้าคนดู
ตามสถานที่มากมาย อาทิ
- ในหมวดขายดีวีดีของเว็บไซต์ Amazon, Barnes & Nobel, NetFlix(ผ่านการจัดจำหน่ายโดยค่ายอิสระ Passion
River)
- ฉายทางทีวี ในฝรั่งเศส (โดยขายสิทธิให้ Canal Plus), อิสราเอล (Noga TV) และฉายในโรงที่ญี่ปุ่นกับอีก 6 ประเทศ
- ฉายในห้องรอพบแพทย์ของคลินิกจัดกระดูกสันหลังทั่วสหรัฐอเมริกา
- ฉายบนเครื่องบินของสิงคโปร์แอร์ไลนส์และแอร์นิวซีแลนด์
ส่วนการถูกนำมาปล่อยให้ดาวน์โหลดฟรี ซึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่น่าคาดหวัง คาฮูนบอกว่าไม่กังวล ทุกครั้งที่มีคนปล่อยหนัง
พวกเขาแทบจะฉลอง เพราะนั่นแปลว่าหนังของเขาดีพอที่คนจะรู้สึกอยากแชร์

รายได้ที่ทั้งสองได้รับจาก Food Matters ไม่เพียงมากถึงขั้นคุ้มทุนเท่านั้น แต่ยังมีกำไรติดมือ
สำหรับทำสารคดีเรื่องใหม่ หรือกล่าวอีกอย่าง บัดนี้สองสามีภรรยานักโภชนาการสร้างอาชีพ
ในวงการหนังให้แก่ตัวเอง – ด้วยมือของตัวเอง – ได้สำเร็จแล้ว!
OFFICIAL TRAILER
อัพเดทความเคลื่อนไหวของ Food Matters ได้ที่




