เธอรู้สึกเหมือนฉันไหม ภาค 2: แดนจำลองของหนัง
3.2. เพราะหนังชวนให้จินตนาการร่วมไปกับตัวละครในหนัง

เคยไปบริจาคเงิน สิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุการณ์อะไรสักอย่างหรือไม่? ถ้าถามแบบยั่วโมโห (แต่เพื่อให้เข้าเรื่อง) หน่อย ก็จะถามว่า สละสินทรัพย์ (กรณีบริจาคเงิน สิ่งของ) หรือเสี่ยงเจ็บเนื้อเจ็บตัว (กรณีบริจาคเลือด) กันไปให้กับคนที่เราไม่รู้ว่าเป็นใครทำไมกัน?
โดยเฉพาะหากคนที่ประสบภัย ห่างตัวผู้บริจาคมากๆ เช่น ชาวเฮติ แบบนี้จะให้เหตุผลว่าอย่างไร?
หนึ่งในหลายๆ คำตอบคือมนุษย์มีความสามารถในการจินตนาการร่วมไปกับคนอื่นที่กำลังอยู่ในสถานการณ์หนึ่งๆ ได้ และมีความสามารถในการ ‘เข้าใจ’ ทางเลือก ทางรอดที่คนอื่นกำลังประสบอยู่ได้ในห้วงสถานการณ์หนึ่งๆ
เมื่อเราลองจินตนการชะตากรรมของคนที่ประสบภัยอะไรสักอย่าง เราจะเห็นทางเลือกที่น้อยนิดที่เขามีในสถานการณ์นั้น จนทำให้ใครบางคนทนไม่ไหว ต้องลุกขึ้นมาช่วยเหลือผู้ที่กำลังประสบชะตากรรมนั้น
เริ่มแรกมันคือทฤษฎีทางปรัชญา แต่ต่อมามันมีผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์มายืนยันว่ามีเส้นประสาทหน่วยหนึ่งทำหน้าที่ ‘เดาใจ’ คนอื่นจริง มีชื่อว่า mirror neuron
นั่นคือทฤษฎีจำลองสถานการณ์ (Simulation Theory)
ลองเทียบกันกับ Identify Theory ดีๆ จะเห็นว่ามันคนละเรื่องกัน เพราะ Identify Theory พูดว่าเราจะกำหนดตัวเป็นคนอื่น เขามีอารมณ์ยังไง เราก็มีอารมณ์อย่างงั้น แต่ Simulation Theory เขาลงไปชัดกว่า เขาบอกว่าว่าเราจะจินตนาการว่าเป็นคนอื่น โดยคนอื่นนั้นจะต้องเจอกับสถานการณ์แปลกๆ บางอย่างก่อน และจุดมุ่งหมายของการจินตนาการนั้นท้ายที่สุดก็คือ เดาทางเลือกของเขา และในกระบวนการนั้นเองที่ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมไปกับคนอื่นนั้น
พอมันมาอยู่ในมือคนรักหนัง ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะลงตัวไปเสียทุกเรื่อง
ทำไมเราหดหู่ใจ และให้กำลังใจกลุ่มปลดแอกอิตาลีที่ถูกหน่วยทหารจากเยอรมันจับกุมตัวเพื่อบีบคั้นข้อมูลลับ ในงานแห่งยุคสัจนิยมสมัยใหม่แบบอิตาเลี่ยนใน
คำถามที่ดีสำหรับเวลานี้คือ ทำไมเราไม่ส่งอีเมลไปหาเจ้าหน้าที่ฑูตเยอรมันประจำประเทศไทย เพื่อต่อว่าว่าไปยึดประเทศอิตาลีทำไม
แนวคิดความรู้สึกแบบ offline คือสิ่งที่ช่วยตอบคำถามนี้
ถ้าหากเป็นคนที่คุ้นเคยกับอินเตอร์เนต การเปิดหน้าเวบเพจแบบ online คือการดึงข้อมูลจากปัจจุบันที่อยู่ใน server เข้ามายังเครื่อง PC แต่การเปิดเวบเพจแบบ offline คือการดึงข้อมูลที่เก็บไว้ในเครื่องอยู่แล้ว ออกมาเปิดใหม่ ซึ่งบางข้อมูลจะหล่นหายไปบ้างเพราะเครื่องมันไม่ได้บันทึกไว้ และที่แน่ๆ คือข้อมูลจะไม่ทันสมัย
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องการแสดงความรู้สึก?
เขาบอกว่าความรู้สึกที่มาจากการชมหนัง จะเป็นประเภท “รู้สึกและเข้าใจด้วย แต่ไม่เชื่อ” คือไม่แสดงออกมาเป็นรูปธรรม
คนดูหนังและโกรธก็จะไม่กระทืบเท้า พังเก้าอี้ คนไปดูหนังผีและกลัวก็ไม่ได้มีความรู้สึกอยากซื้อประกันภัยชีวิตก่อนเข้าโรงหนัง นี่คือคุณลักษณะที่เขาบอกว่ามัน “offline” คือไม่เชื่อมกับโลกปัจจุบันแห่งความเป็นจริง แต่อ้างอิงจากประสบการณ์ความรู้สึกที่มีอยู่ในตัวล้วนๆ
ความคิดเรื่อง offline ใช้อธิบายได้หลายเรื่อง เช่น อธิบายว่าที่หนังน่ากลัวหวาดเสียวมันขายดี ก็เพราะความรู้สึกกลัว เมื่ออยู่ในโหมด offline (คือไม่ต้องตายจริงๆ) แล้วมันสนุกและปลอดภัยกว่าไปนั่งรถเหาะหรือเข้าไปในบ้านร้าง
แต่อย่าถามเชียวว่าไอ้ความคิด offline นี่มันมาได้ไง มีเหตุผลอะไรรองรับ แล้วมันมีลักษณะยังไงกันแน่ เพราะข้าพเจ้าไม่ทราบ และแหล่งอ้างอิงก็ขาดความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว
3. ข้อสรุป
เรามีความรู้สึกร่วมกับสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ ได้อย่างไร ณ ปัจจุบันเราสามารถตอบได้ 2 แนวทางหลักคือ บอกว่าคนดูหนังจะเอาอัตลักษณ์ของตัวละครในหนังมาสวม แล้วมีความรู้สึกร่วม โดยต้องทำให้ชัดเจนมาก่อนว่าแล้วหนังบางเรื่องที่มีแต่ตัวละครที่ไม่น่าสวมอัตลักษณ์มาใส่แต่ยังสร้างความรู้สึกร่วมได้ จะอธิบายยังไง หรือจะบอกว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว ที่จะจินตนาการร่วมไปกับตัวละคร แล้วคิดหาทางออกจากสถานการณ์ร่วมกัน พอมีปัญหาอะไรเกิดกับตัวละครตัวนั้น คนจินตนาการร่วมก็อดมีความรู้สึกร่วมไปกับเขาไม่ได้ แต่ก่อนจะตอบแบบนั้นได้ ต้องหันมาตอบว่า ความรู้สึก offline นี่คืออะไรกันแน่
[ต่อบทความในชุด ลำดับที่ 6]
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความชุดปรัชญาภาพยนตร์เบื้องต้น (Philosophy of Film) เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับปัญหาทางปรัชญาอันเกี่ยวข้องกับสื่อภาพยนตร์
- Tags: philosophy of film





Comments
#5638
Comment by
ghd pink |
Thu, 2011-06-30 11:10
#4429
Comment by
ghd pink |
Sat, 2010-09-04 02:44
#4142
Comment by
nike66 |
Sat, 2010-07-17 21:40