สงครามชิงตำแหน่งศิลปะของภาพยนตร์ ภาค 2
ทบทวนความจำสักนิดหนึ่ง คราวที่แล้วข้าพเจ้าพยายามตอบคำถามที่ว่าหนังเป็นศิลปะหรือไม่ ฮิวโก้ มุนสเตอร์เบิร์ก พยักหน้าเออออเห็นด้วย เพราะหนังมีวิธีเล่าเรื่องของตัวเองแบบที่สื่ออื่นทำไม่ได้ เช่น เล่าเรื่องย้อนหลัง ถ่ายภาพระยะใกล้ หรือแสดงเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันได้ แต่การกำเนิดของหนังที่มีเสียงพูดคลอไปด้วย ทำให้มีผู้ที่ผู้เปิดฉากโจมตีความเป็นศิลปะของหนังด้วยประเด็นใหม่
1.3. ข้อกังขาของหนังมีเสียง
หนังไม่เคยมีเสียงในตัวมันเอง ถ้าจะมีก็คงมีแต่นักดนตรีเล่นเปียโนคลอไปอยู่หน้าจอ หนังที่มีเสียงในตัวเองยุคแรกๆ ก็ใช้แต่เสียงเพลงเปล่าๆ ประกอบ โดยไม่มีเสียงพูด หนังที่มีเสียงพูดในตัวเอง ที่มีขนาดยาวออกฉายอย่างเป็นการค้า ซึ่งมีชื่อว่า The Jazz Singer กว่าจะออกมาได้ก็เป็นปี 1927 ไปแล้ว (ห่างจากการกำเนิดของกล้องฉายหนังร่วมประมาณ 30 กว่าปี) หนังกับเสียงพูดจึงเป็นสิ่งที่แปลกแยกต่อกันทางประวัติศาสตร์
แต่การมารวมตัวกันสองสิ่งนี้น่าพอใจแค่ไหน รูดอล์ฟ อาร์นแฮม (Rudolf Arnheim) นักจิตวิทยาการมอง บอกว่าไม่ได้เรื่อง เพราะทำให้คนดูหนังต้องแบ่งระบบประสาทครึ่งหนึ่ง ไปรับรู้ภาพเคลื่อนไหว อีกครึ่งคอยนั่งฟังคนพูด (หรือนั่งอ่านซับไตเติ้ล) ทำให้การดื่มด่ำความงามของภาพต้องเป็นอันสะดุดหยุดลง
อีกสาเหตุที่ ทำให้หนังมีเสียง มีสถานะทางศิลปะที่น่าสงสัย ก็คือ เป็นการหยิบยืมศิลปะสองแขนงมายำกัน ทั้งยังยำกันแบบไม่ลงตัว ไม่รู้จะให้อยู่ประเภทไหน ไม่รู้จะเสพงานแบบนี้อย่างไร

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทำให้อาร์นแฮม ถึงกับกล่าวว่าหนังมีเสียงเป็นการพัฒนาแบบถอยหลังของวงการหนัง
1.4. หนังมีเสียงก็ได้ แต่ต้องสมจริง
แนวคิดหนึ่งที่นิยมและโด่งดังไปไกลนอกวงการหนัง คือความคิดที่ว่าหนังที่แท้ ควรเป็นหนังที่ถ่ายทอดความจริงอย่างไม่บิดเบือน ซึ่งมีองเดร บาแซง (André Bazin) เป็นต้นสำนักความคิด
บางแซงเริ่มการวิเคราะห์จากสื่อ ภาพถ่าย และยกย่องว่าเทคนิกการถ่ายภาพ ทำให้มือของมนุษย์ออกห่างจากความจริง จึงเป็นครั้งแรกที่มนุษย์สามารถชมความงามของธรรมชาติ แบบไม่ต้องผ่านการตีความของศิลปินวาดเขียน ภาพถ่ายจึงควรใช้ประโยชน์นี้ให้มากเข้า
ข้อสรุปนั้นจึงลามมายัง หนังด้วย หนังที่ดีของบาแซง ต้องถ่ายทอดความจริงอย่างเที่ยงตรงที่สุด ใช้เทคนิกต่างเข้าช่วยเช่น การถ่ายหนังติดต่อกันเวลานานโดยไม่มีช่วงตัดต่อภาพมาคั่น การทำให้ภาพมีโฟกัสเท่าเทียมกันทั่วทั้งภาพ

ปัจจุบันมีหลายวิธี ที่จะเถียงบาแซง เช่น ภาพถ่ายทำให้ความจริงที่อยู่นอกกรอบภาพ ถูกตัดออกไปไม่ถูกรับรู้ การเลือกถ่ายภาพหรือถ่ายหนัง ก็คือการจงใจเลือกเล่าเรื่องเฉพาะที่อยากเล่า เป็นความจริงครึ่งๆ กลางๆ ที่เกิดจากธรรมชาติของการใช้สื่อแบบนี้อยู่แล้ว และหากจะดูลึกไปถึงขั้นตอนการถ่ายภาพเอง ก็มีขั้นตอนสลับซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น การเลือกใช้เลนส์ที่จะส่งผลต่อมิติของภาพ ใช้ filter ปรับสี ยังไม่นับรวมการจัดแสงนานารูปแบบที่ บางแซง มาเห็นวงการปัจจุบัน คงส่ายหน้า
1.5. ข้อสรุปในมุมมองปรัชญา
เงื่อนไขที่สื่อแบบใดจะเรียกว่าเป็นศิลปะคืออะไร? ความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในการบอกเล่าเนื้อความของสื่อนั้น น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่ง ดังนั้นที่ ฮิวโก้ มุนสเตอร์เบิร์ก อธิบายว่าสื่อหนังมีวิธีเล่าเรื่องหลายแบบที่สื่อดั้งเดิมแบบ ละครเวที ภาพวาด ไม่มี ก็น่าจะเพียงพอก็การยืนยันความมีสถานะทางศิลปะของหนัง ส่วนหนังมีเสียงพูดหรือไม่ ถ้าไม่ทำให้การเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์แบบนั้นเสียไป ก็ไม่น่าจะเป็นประเด็น แต่หากลองคิดให้ลึกลงไป การที่หนังมีเสียงในตัวเองเสียอีกที่ทำให้การเล่าเรื่อง เป็นไปได้หลากหลายมากขึ้น เช่น มีเสียงพูด แต่ไร้ตัวคนปรากฎ สร้างความลึกลับหักมุม
ส่วนความคิดของบาแซง ก็ไม่น่าจะเอามาตอบคำถามนี้ได้ เพราะ บาแซงพูดแค่ว่าหนังที่ดีต้องถ่ายทอดความจริง แต่ไม่ยอมบอกว่าธรรมชาติที่แท้จริงของหนังโดยทั่วไปแล้วคืออะไร เพราะหนังไม่จำเป็นต้องถ่ายทอดความจริงก็ได้ จะเป็นหนัง surreal, absurd ยังไงก็ได้ แต่มีอะไรที่สิ่งเหล่านี้มีร่วมกัน ซึ่งบาแซงไม่ตอบ
ครั้งต่อไป ข้าพเจ้าขอพูดถึงประเด็นคำถามต่อไปที่วงการปรัชญาหนังศึกษาอยู่ นั่นคือทฤษฎีประพันธกรกับปรัชญา
[ต่อบทความในชุด ลำดับที่ 3]
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความชุดปรัชญาภาพยนตร์เบื้องต้น (Philosophy of Film) เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับปัญหาทางปรัชญาอันเกี่ยวข้องกับสื่อภาพยนตร์
- Tags: philosophy of film, nature of film





Comments
#7531
Comment by
zaqq |
Tue, 2012-01-17 16:22
Locations in order to prevent do not believe, north face pink ribbon jacket the north face has a special deal with locations opening up a model rocket elixir into the transaction will be on the panel, is designed to allow locations to see the elixir of the property is not true.See that? Oh, this is a genuine elixir."
#5647
Comment by
ghd pink |
Thu, 2011-06-30 11:26
#4433
Comment by
ghd pink |
Sat, 2010-09-04 02:48