สงครามชิงตำแหน่งศิลปะของภาพยนตร์
คำถามปรัชญาเกิดได้ในทุกวงการ เช่น วงการวิทยาศาสตร์ก็ถามว่าการดำรงอยู่ของชีวิตเกิดขึ้นได้ยังไง? วงการทหารก็ถามว่าทำไมเครื่องหาระเบิดต้องมีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับ? ฯลฯ แต่ข้าพเจ้าจะไม่เขียนปรัชญาของวงการเหล่านี้ เพราะไม่อยู่ในความสนใจ และยากเกินไป
เรื่องที่น่าสนใจมากกว่าสำหรับข้าพเจ้าคือปรัชญากับหนัง แม้ว่าหนังไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับเรื่องวิชาการ แต่ปรัชญาหนัง (Philosophy of Film) ก็กลายเป็นหัวข้อหนึ่งภายใต้ปรัชญาสุนทรียศาสตร์ที่มีผู้ทำงานวิจัยและนักวิชาการที่ร่วมหัวจมท้ายกับมันมากมาย
ข้าพเจ้าคิดว่า คงไม่มีวิธีเริ่มเขียนถึงปรัชญาหนังวิธีไหนจะดีเท่าการเริ่มพูดถึงคำถามที่ปรัชญาหนังพยายามหาคำตอบ และไม่มีคำถามไหนจะเป็นพื้นฐานและเป็นเส้นทางไปสู่ความซับซ้อนหลากหลายของปรัชญาสายนี้ดีกว่าคำถามที่ว่า
1. หนังเป็นศิลปะแขนงหนึ่งหรือไม่?
เป็นนิสัยเสียของคนชอบปรัชญาที่ชอบยิงคำถาม ตั้งข้อสงสัยต่อสิ่งที่ทุกคนมั่นใจแล้ว หนังมันต้องเป็นศิลปะแขนงนึงอยู่แล้ว ทำไมต้องสงสัยให้มากความ แต่ถ้าเริ่มซักถามให้ลึกว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คาดว่า 90% ของผู้เคยมั่นใจในคำตอบต้องใหทำหน้าเหวออ้ำอึ้ง นี่คือหน้าที่ของปรัชญา เป็นหน้าที่การกำจัดภาวะอ้ำอึ้งนั้นให้หมดไป
แต่ทำไมต้องแคร์ บางคนคิดว่าหนังต่อให้มีคนมองว่ามันไม่ใช่ศิลปะแขนงหนึ่งก็คงไม่มีใครเดือด ร้อน คนทำหนังก็ทำไป คนดูหนังก็ดูไป แต่อย่าลืมว่าเงินอุดหนุนขององค์กรใดๆ ที่นำมาให้แก่คนทำหนัง คนจัดฉายหนังนั้น ส่วนหนึ่งยืนอยู่บนความเชื่อที่ว่าหนังเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่งที่ต้องสนับสนุน นอกจากนั้น ถ้าเราล้มเหลวที่จะเอาหนังเข้ามาเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง การศึกษาหนังอย่างเป็นวิชาการจะไม่เกิดขึ้น เพราะในอดีตนั้น ถ้าสิ่งใดไม่ใช่ศิลปะ ต้องถือว่าสิ่งนั้นไม่มีค่าควรแก่การศึกษา
ดังนั้น การแก้ปัญหานี้มีเดิมพันมากกว่าที่คิด
1.1. ทำไมหนังไม่ใช่ศิลปะ?
เวลาดูหนังข้าพเจ้าจะสนใจตัวร้ายเป็นพิเศษ ในบทความนี้ ข้าพเจ้าก็ขอแนะนำตัวร้ายผู้ขัดขวางไม่ให้หนังมีสถานะศิลปะเป็นลำดับแรก
ในความคิดแบบดั้งเดิม สิ่งที่จะเป็นศิลปะต้องเป็นอะไรมากกว่าการลอกเลียนความจริงโดยตรง ต้องเป็นอะไรมากกว่าผลงานของเครื่องถ่ายสำเนาที่ลอกเลียนความจริงเหมือน เครื่องจักรที่ไร้จิตวิญญาณ ภาพวาดต้องมีเล่นแสง เล่นสี ดนตรีต้องมีเสียงไพเราะที่หาไม่ได้ในธรรมชาติ ปูนปั้นต้องมีสัดส่วนที่งดงาม
แน่นอนว่าสื่อหนังที่ไม่ได้ทำอะไรนอกจากถ่ายทอดสิ่งที่อยู่หน้ากล้อง อย่างตรงไปตรงมา ไร้วิญญาณในตัวมันเอง แบบนี้จะไปเรียกว่าศิลปะคงไม่ได้

ข้อจำกัดของนักคิดในช่วงต้นคริสตศตวรรษ 1900 คือ ต้องทำงานอยู่บนฐานความคิดดั้งเดิมในเรื่องศิลปะ คือ ไม่ว่ายังไงสิ่งที่เป็นศิลปะต้องเป็นสิ่งที่มากกว่าการคัดลอกความจริงอย่าง เถรตรง อย่างไร้จิตวิญญาณ คนสมัยนั้นห่างไกลกับความคิดที่ว่าโถส้วม พัดลม ช้อนส้อม รูปถ่ายเบลอๆ จะเอาเข้าไปโชว์ในพิพิธภัณฑ์ได้
นักคิดสมัยนั้นจึงทำได้อย่างเดียวคือ ต้องพิสูจน์อย่างโดยห้ามแถว่าหนังก็ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือถ่ายทอดความจริงอย่างไร้วิญญาณ
1.2. ทำไมหนังเป็นศิลปะ?
คนแรกที่เสนอตัวตอบข้อสงสัยนี้คือ ฮิวโก้ มุนสเตอร์เบิร์ก (Hugo Munsterberg) นักปรัชญา อาจารย์ฮาร์เวิร์ด ผู้สนใจหนังตั้งแต่มันเพิ่งเริ่มกำเนิด ตั้งแต่มันยังเป็นขาว-ดำ และไม่มีเสียง
เขาเริ่มเถียงว่าหนังมันก็มีกรรมวิธีลีลาถ่ายทอดความจริงที่ซับซ้อนไม่แพ้ภาพวาดหรือละครเวที กรรมวิธีที่ว่าคือเทคนิคเล่าเรื่องอย่างการเล่าย้อนหลัง (Flashback), เล่าเรื่องที่เกิดพร้อมๆ กันในสถานที่ต่างกัน (Parallel editing) รวมไปถึงเทคนิคถ่ายภาพอย่างการจับภาพระยะใกล้ (Close-up)
วิธีเหล่านี้เป็นเหมือนตัวแทนของจิตสภาวะต่างๆ การเล่าย้อนหลังเป็นตัวแทนของจิตที่นึกถึงอดีต การเล่าเรื่องที่เกิดต่างสถานที่พร้อมๆ กันเป็นตัวแทนของจิตที่สามารถแบ่งแยกการรับรู้เหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้ การจับภาพระยะใกล้ก็เป็นตัวแทนของจิตที่ให้ความสนใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ศิลปะแขนงอื่นๆ ก็ล้วนมีเทคนิคการแสดงออกภาวะทางจิตแบบนี้ทั้งนั้น ในละครเวทีก็อาจให้ตัวละครวาดมือชี้นิ้วไปยังที่นึงเพื่อให้คนดูหันไป สนใจสิ่งที่ถูกชี้ หรืออาจใช้การจัดฉากที่ซ้ำกับฉากก่อนๆ เพื่อกระตุ้นความทรงจำของคนดูให้เกิดการเปรียบเทียบ
แต่ที่เด็ดกว่านั้นสำหรับหนังคือ บรรดาเทคเหล่านี้ของหนังเป็นสิ่งที่สื่ออื่นๆ ลอกเลียนไม่ได้ ในขณะที่ละครเวทีต้องให้คนชี้ดึงความสนใจของผู้ชมไปหาอีกจุดหนึ่ง โดยต้องลุ้นว่าคนดูจะทำตามหรือไม่ แต่เทคนิคจับภาพระยะใกล้ในหนังไม่ต้องพึ่งไหวพริบของคนดูมากขนาดนั้น เพราะทันใดที่เห็นภาพ Close-up ก็เป็นอันเข้าใจกันทุกคน
มุนสเตอร์เบิร์กเดินเกมแบบนี้ ทำให้หนังได้ชื่อว่าเป็นสื่อหนึ่งที่มีวิธีถ่ายทอดประสบการณ์ที่มากไปกว่าการลอกเลียนความจริงล้วนๆ จึงทำให้หนังเป็นศิลปะ และการที่เขายังบอกว่าเทคนิคเล่าเรื่องในหนังต่างจากเทคนิคที่มีในสื่ออื่นๆ ก็ทำให้ยิงนกได้อีกตัว นั่นคือ เขาสามารถบอกได้เต็มปากว่า หนังเป็นศิลปะอีกแขนงที่ไม่เกี่ยวข้องกับรูปแบบศิลปะอื่นๆ

ผู้กำกับชาวรัสเซีย เซอร์เก ไอน์เซนสไตน์ (Sergei Eisenstein) ก็ตามมายืนยันว่าหนังสามารถสร้างความหมายที่ซับซ้อนได้ด้วยการตัดปะ (montage) เอาของที่แต่เดิมแยกกัน เข้ามารวมกัน เป็นสำนักที่นิยมการตัดต่อภาพ น่าสังเกตอีกอย่างคือไอน์เซนสไตน์ไม่ใช่นักปรัชญา แต่เป็นผู้กำกับ บทความของเขาจึงพูดถึงแง่ปฏิบัติอย่างเข้มข้น จนขาดแง่มุมด้านเหตุผลไป
อีกคนที่สนใจตอบคำถามนี้คือ รูดอล์ฟ อาร์นเฮม (Rudolf Arnheim) เขามองว่าศักยภาพของหนังในการบิดเบือนประสบการณ์ความจริง เกิดจากการที่หนังเป็นรูปขาว-ดำ ไม่มีเสียง เป็นสองมิติ ทำให้ความจริงที่เป็นรูปสี มีเสียง เป็นสามมิติ เปลี่ยนรูปแบบไป
น่าเสียดายที่ความคิดเหล่านี้ยืนอยู่บนความคิดที่ว่าหนังไม่มีเสียงไม่มีสี พอวันดีคืนดีหนังเกิดมีเสียงมีสี คนดูนิยมกันมาก ข้อเท็จจริงก็เปลี่ยนไป
คดีเลยพลิก
[ต่อบทความในชุด ลำดับที่ 2]
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความชุดปรัชญาภาพยนตร์เบื้องต้น (Philosophy of Film) เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับปัญหาทางปรัชญาอันเกี่ยวข้องกับสื่อภาพยนตร์





Comments
#4436
Comment by
ghd pink |
Sat, 2010-09-04 02:55