ทำงานด้วย ‘แรงบันดาลใจ’ แต่ทำไมเขาว่า ‘เลียนแบบ’ ?!

รูปภาพประกอบเรื่อง

“เอ๊ะ?...ไอ้นี่มันคุ้นๆ นะ”
“ทำไมมันเหมือนเพลงนั้นจังเลย ?”
อาการแบบนี้มักเกิดขึ้นเวลาเราเห็นอะไรผ่านสื่อไม่ว่าจะเป็นในโฆษณา ในหนัง ในเพลง หรือกระทั่งงานเขียน ที่ไปกระทบกับบางอย่างในความทรงจำของเรา
บางอย่างก็เห็นชัดเจนว่าเป็นของเลียนแบบ บางอย่างก็ดูคล้ายๆ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
แล้วอะไรนะ คือเส้นแบ่งและความพอดีของสิ่งเหล่านี้? กฎหมายลิขสิทธิ์เป็นทางออกจริงรึเปล่า?
‘ฟิ้ว’ ชวนคุณมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กัน เผื่อว่าวันหนึ่ง เราอาจจะได้ใช้ประโยชน์จากมันก็ได้

“เอ๊ะ?...ไอ้นี่มันคุ้นๆ นะ”
“ทำไมมันเหมือนเพลงนั้นจังเลย ?”
อาการแบบนี้มักเกิดขึ้นเวลาเราเห็นอะไรผ่านสื่อไม่ว่าจะเป็นในโฆษณา ในหนัง ในเพลง หรือกระทั่งงานเขียน ที่ไปกระทบกับบางอย่างในความทรงจำของเรา
บางอย่างก็เห็นชัดเจนว่าเป็นของเลียนแบบ บางอย่างก็ดูคล้ายๆ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
แล้วอะไรนะ คือเส้นแบ่งและความพอดีของสิ่งเหล่านี้? กฎหมายลิขสิทธิ์เป็นทางออกจริงรึเปล่า?
‘ฟิ้ว’ ชวนคุณมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กัน เผื่อว่าวันหนึ่ง เราอาจจะได้ใช้ประโยชน์จากมันก็ได้

          “ไม่มีอะไรที่ออริจินอล จงขโมยอะไรก็ตามที่กึกก้องไปด้วยแรงบันดาลใจหรือช่วยเติมไฟให้จินตนาการ จงสวาปามหนังเก่า, หนังใหม่, ดนตรี, หนังสือ, ภาพเขียน, ภาพถ่าย, บทกลอน, ความฝัน, บทสนทนาที่บังเอิญได้ยิน, สถาปัตยกรรม, เครื่องหมายจราจร, สะพาน, ต้นไม้, ก้อนเมฆ, ความเข้มข้นของน้ำ, แสงและเงา เลือกขโมยแต่สิ่งที่พูดตรงสู่จิตวิญญาณของเรา ถ้าทำแบบนี้ งานและการขโมยก็จะกลายมาเป็น ‘ของแท้’ …จำไว้อย่างหนึ่งถึงสิ่งที่ ฌ็อง-ลุก โกดาด์ บอกนั่นคือ ‘ไม่ว่าคุณจะได้ไอเดียมาจากไหน มันอยู่ที่ว่า คุณจะพามันไปที่ไหนต่างหาก’”
- จิม จาร์มุช -
คนทำหนังอิสระ เจ้าของผลงานดังอย่าง  Stranger than Paradise, Broken Flowers

 

          “ผมเกลียดคนที่ชอบก๊อบปี้ คนชอบพูดกันว่า การสร้างสรรค์เป็นวัฏจักรที่หมุนเวียน ซึ่งผมไม่เชื่อ
การสร้างสรรค์คือการคิดค้น ถ้าคุณไม่ได้ใส่อะไรใหม่ๆ ที่เป็นของตัวเองเข้าไป มันก็ไม่ใช่งานสร้างสรรค์
...เหมือนถ้าคุณไปทำงานและตอนเลิกงาน คุณก็เดินย้อนกลับมายังลานจอดรถ มันก็ง่ายๆ แต่ถ้าคุณหาทางที่จะเดินข้ามภูเขาไปยังทางเล็กๆ ที่พาคุณสู่ถนนเส้นใหม่ ซึ่งนำคุณกลับมายังรถได้นี่ต่างหากถึงจะน่าพอใจสำหรับผม”
- มิเชล กอนดรี -
ผู้กำกับมิวสิกวิดีโอและหนังที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์อย่าง Eternal Sunshine of Spotless Mind, Be Kind Rewind

สองคนทำงานสร้างสรรค์แถวหน้าของโลกพูดเรื่องเดียวกัน แต่กลับมีความเห็นแย้งกันแบบนี้ แล้วเราควรจะเชื่อใคร ?
ในเมื่อทั้ง 2 ความคิดคือการพยายามทำให้เกิด ‘สิ่งใหม่’ ในโลกที่ใครๆ ก็บอกว่าไม่มีอะไรแปลก

ลิขสิทธิ์... อะไรหว่า ?
          ไม่ว่าคุณจะเคยได้ยินความหมายของคำนี้มาจากไหน เราก็ขอสรุปง่ายๆ ว่า ‘ลิขสิทธิ์’ คือสิทธิของคนที่สร้างงานขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วจะเอาไปทำอะไรก็ได้ เช่น จะแจกให้ป้าข้างบ้าน หรือจะขายให้รุ่นพี่ก็ทำได้ แต่ถ้ามีคนอื่นอยากได้ก็ต้องขออนุญาตเจ้าของงานก่อน ไม่อย่างนั้นจะโดนฟ้องร้องกันยกใหญ่
          ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจสูงมากๆ จะทำอะไรก็ต้องคิดเป็นเงินเป็นทอง หลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านการสร้างสรรค์โดยมนุษย์ก็มักมีเรื่องของ ‘กฎหมายลิขสิทธิ์’ ติดอยู่...แล้วถ้าเกิดวันหนึ่งเราอยากได้ของชิ้นนั้นมาครอบครอง แต่ไม่มีปัญญาจ่ายเงินซื้อหรือขอจากเจ้าของงานไม่ได้จะทำไงดี ? ทางเลือกคงหนีไม่พ้นทางใดทางหนึ่ง ถ้าไม่ขโมย ก็ต้องลองมาสร้างเลียนแบบหรือดัดแปลงจากสิ่งที่เราอยากได้ ซึ่งเส้นแบ่งอันคลุมเครือระหว่างทางเลือกทั้งสองนี้เอง ได้กลายเป็นที่มาของคำถามโลกแตกว่า แล้วเราจะแยกได้ยังไงว่าอะไรคือ ‘ก๊อบปี้’ และอะไรคือการ ‘ได้แรงบันดาลใจ’

ลิขสิทธิ์... มาจากไหน ?
          ก่อนที่จะมีคำว่า ‘ลิขสิทธิ์’ เกิดขึ้นมาบนโลก เราถูกสอนให้รู้จักการมีน้ำใจและแบ่งปัน แต่เมื่อโลกพัฒนาไป มีโครงสร้างทางสังคมที่ซับซ้อนขึ้น และมี ‘เศรษฐกิจ’ เป็นตัวขับเคลื่อนระบบที่สำคัญ โครงสร้างทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้อะไรๆ ถูกตีค่าเป็นเงินเป็นทองตั้งแต่สินค้าที่ขายได้, การบริการที่แม้จับต้องไม่ได้ก็ถูกคิดเป็นมูลค่า รวมไปถึงความคิดและงานสร้างสรรค์ที่เริ่มมีความสำคัญในยุคข้อมูลข่าวสารก็ถูกแปลงเป็นสินค้ามีราคาตามไปด้วย กฎหมายลิขสิทธิ์จึงเกิดขึ้นมาเพื่อหาผลประโยชน์จากความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้

          “ยกตัวอย่างกรณีของตลาดเพลงที่ปัจจุบันมีมูลค่าเพิ่มสูงมาก เนื่องมาจากการใช้ระบบลิขสิทธิ์ที่พยายามป้องกันและหาผลประโยชน์โดยอ้างว่าเพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์เยอะๆ แต่กลับมองทุกอย่างเป็นสินค้าทั้งหมด ทุกวันนี้วิธีการฟังเพลงของเราเปลี่ยนไป เราซื้อซีดีมาแล้วแปลงเป็น MP3 เพื่อใส่ iPod แต่หากค่ายเพลงดันใส่รหัสล็อคไฟล์เพื่อป้องกันการทำซ้ำและดัดแปลงเข้าไป คนจะหันไปโหลด MP3 เถื่อนแทนเพราะราคาถูกและสะดวกกว่า ดังนั้นชิตพงษ์จึงเห็นว่าความจริงแล้วเราไม่ได้ต่อต้าน แต่กฎหมายลิขสิทธิ์ก็ควรสมเหตุสมผลมากขึ้นเพื่อให้เราทุกคนอยู่กับมันได้”
- ชิตพงษ์ กิตตินราคร - 
 
ผู้ประสานงานเครือข่ายครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทย

แบบนี้ ‘ได้แรงบันดาลใจ’
แล้วแบบไหน ‘ก๊อบปี้’ ?

          แม้จะเขียนไม่เหมือนกัน แต่เส้นแบ่งและความหมายของ 2 คำนี้ใกล้กันอย่างไม่น่าเชื่อ คนทำสื่อในบ้านเราเขาให้นิยามของ 2 คำนี้ว่าอย่างไร ลองไปดูกัน

          “โดยส่วนตัวเรารู้สึกว่างานสร้างสรรค์มันตอบยาก ทุกคนไม่มีใครเกิดมาแล้วคิดเองได้ต้องเรียนมาทั้งนั้น การเรียนก็คือการลอกเลียนแบบ มันเป็นวิธีศึกษา ทุกคนต้องต่อยอด เพราะฉะนั้น เส้นแบ่งมันขึ้นอยู่กับเจตนามากกว่า งานเรามีไอเดียและอิทธิพลอยู่ในนี้ คนทำงานทุกคนต้องได้รับอะไรบางอย่างมาจากสิ่งที่ชอบและประทับใจ จะเป็นแรงบันดาลใจหรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก แต่ต้องยอมรับว่าทุกงานมีที่มา
ลอกเลียนคือ ยกมาทั้งดุ้นโดยไม่คิดอะไร ส่วนแรงบันดาลใจบางครั้งทำไปทำมาก็ดันไปเหมือนต้นฉบับก็มี เพราะคนทำไม่มีความสามารถพอที่จะต่อยอดออกไปเป็นสิ่งใหม่ ตัวตัดสินคือ ‘เจตนา’ แม้ว่าจะเป็นสิ่งนามธรรม แต่ตัวคนทำเท่านั้นที่จะรู้ว่างานที่ตัวเองทำอยู่เป็นแบบไหน”
- วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง -
ผู้กำกับหนังและโษณา ที่มีสไตล์โดดเด่นอย่าง 'ฟ้าทะลายโจร' และ 'หมานคร'

          “เคยคุยกับพี่นักดนตรีหลายคนบอกว่า แรงบันดาลใจคือเวลาเราชอบอะไรบางอย่าง แล้วเราหยิบอะไรที่เป็นแก่นของเขาหรืออะไรก็ได้ที่เราชอบมากมาดัดแปลงแล้วดลใจให้เราสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา บางทีมันเกิดจากความบังเอิญ เรายืนยันว่ามันเป็นไปได้ ความบังเอิญมีจริง
- ป๋าเต้ด - ยุทธนา บุญอ้อม -
ผู้บริหารค่ายสนามหวงการดนตรี

         “รสนิยม ของคนทำงานคือตัวบ่งชี้ถึงแรงบันดาลใจว่าชอบแบบไหน อิงอยู่กับศิลปะอะไรหรือดนตรียุคไหน ต้องศึกษาเพื่อให้รู้ว่าศิลปินคนไหนใช้อุปกรณ์อะไร มันต้องเข้าให้ถึงขั้วว่าทำยังไง พอรู้แล้วก็เอามาพัฒนาใหม่ ทุกคนมีครูหมด ครูก็จะเป็นแรงบันดาลใจให้เราทันที”
  - สรพันธ์ กิ่งพะโยม -
ผู้กำกับมิวสิควิดีโอและโฆษณา หัวหน้าวง Kai-Jo Brothers วงเร้กเก้ชั้นแนวหน้าของเมืองไทย

          ได้เห็นคำจำกัดความที่หลากหลายแบบนี้ ในแง่คนรับสื่ออย่างเราๆ จะแบ่งความแตกต่างของ 2 คำนี้ยังไง?
ในความคิดของ ‘ฟิ้ว’ เราให้นิยามสั้นๆ ของ 2 คำนี้ว่า

                    - ลอกเลียน (Copy) = การทำเลียนแบบงานต้นฉบับโดยไม่มีการดัดแปลงให้เกิดสิ่งใหม่
               - แรงบันดาลใจ (Inspiration)= การนำจุดเด่นบางอย่างจากงานชิ้นเก่ามาจุดประกายสู่การสร้างงานชิ้นชิ้นใหม่

แลกเปลี่ยน แบ่งปัน และหลอมรวม
          อย่างไรก็ตาม ขณะที่โลกเราอยู่ในยุคแห่งการ ‘รีมิกซ์’ ที่จับอะไรต่างๆ มา Mix and Match กันเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ลิขสิทธิ์จึงถูกมองว่าเป็นตัวขัดขวางความคิดสร้างสรรค์ คนทำงานสร้างสรรค์ไม่น้อยในปัจจุบันมองว่า การนำความคิดมาแบ่งปันกันถือเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาให้เกิดสิ่งใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ พิชัย พืชมงคล ประธานเครือข่ายครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทย ให้การสนับสนุนว่า เราต้องกล้าที่จะก้าวข้ามระบบความคิดเดิมๆ แล้วมองโลกนี้ตามความจริงในแบบที่ควรจะเป็น ในอดีตโลกเราก็มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกันมาตลอด อะไรที่เห็นว่าดีก็เอามาใช้   ไม่ได้คิดว่าเป็นการก๊อบปี้อะไรทั้งสิ้น ยิ่งปัจจุบันนี้อินเตอร์เน็ตยิ่งทำให้การแลกเปลี่ยนทางความคิดนั้นง่ายขึ้นมาก ในเมื่อทุกอย่างเชื่อมถึงกันได้ โลกก็จะมุ่งเข้าสู่จุดเดียวกัน ประชาชนผู้ใช้จะเป็นผู้เลือกสรรว่าอันไหนดีอันไหนไม่ดี เพราะนี่คือโลกยุคโลกาภิวัตน์

โลกเปลี่ยน งานเปลี่ยน
          เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นและเข้าถึงผู้คนหมู่มาก ใครจะรู้บ้างว่าที่เรามีคอมพิวเตอร์พีซีใช้งานกันในราคาถูกอย่างทุกวันนี้ เป็นเพราะบริษัท IBM ผู้คิดค้นและพัฒนาต้นแบบของคอมพิวเตอร์พีซี (Personal Computer) ในปี ค.ศ. 1981 ตัดสินใจไม่จดลิขสิทธิ์รูปแบบและชิ้นส่วนของคอมพิวเตอร์ จึงทำให้เราสามารถซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ได้ในราคาถูก ไม่อย่างนั้นเราอาจจะมีคอมพิวเตอร์ให้ใช้แค่ 2 ยี่ห้อ คือ IBM และ Apple แถมราคาก็จะพู่งสูงปรี๊ดเพราะทั้ง 2 ยี่ห้อถือลิขสิทธิ์การผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไว้ด้วย
          แต่ทุกวันนี้เรามีวัฒนธรรมที่เรียกว่า Open & Free Culture with Responsibility เกิดขึ้น ใครที่เคยคิดว่าของฟรีไม่มีบนโลกคงต้องเปลี่ยนความคิดเสียที อย่างในวงการคอมพิวเตอร์ที่มัวแต่วุ่นวายกับปัญหาลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเรื่องค้างคาและไม่มีวันแก้ให้หมดไปได้ แทนที่จะมากั๊กว่าโปรแกรมต้องเป็นของใครแล้วต้องจ่ายเงินเท่าไหร่เพื่อให้ได้ใช้ ถ้าปล่อยให้ทุกคนได้ใช้และเอาไปพัฒนาจะดีกว่าไหม? จึงทำให้เกิดซอฟต์แวร์ Open Source อย่าง Linux ขึ้นมาบนโลก

 

creative commons = ทางออก?
          บางคนอาจไม่ใส่ใจว่างานชิ้นไหนจะเลียนแบบใครมา เอาแค่ว่าฉันชอบเป็นพอ หรือถ้าฉันลอกงานใครมาแล้วไม่มีใครจับได้ก็จบ แต่นั่นถือเป็นการกระทำที่ผิดจรรยาบรรณและเป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าของงานอย่างยิ่ง อย่างน้อยๆ การที่คุณลอกงานหรือหยิบอะไรของใครมาใช้ก็ควรบอกต้นตอที่มาหรือเจ้าของงานชิ้นนั้น ในวงการของคนทำสื่อก็เช่นกัน ปัจจุบันก็มีการเอาฟุตเตจจากหนังรวมถึงงานเพลงทั้งที่ยังทำไม่เสร็จและเสร็จแล้ว มาโพสต์ทิ้งไว้เป็น Open Source บนอินเตอร์เน็ตแล้วให้คนที่สนใจเข้าร่วมสังคายนาหยิบไปทำใหม่หรือปรับปรุงแก้ไข แล้วก็ให้เครดิตที่มากับเจ้าของงานเช่นกัน ซึ่งนี่ล่ะคือที่มาของระบบ Creative Commons
(อ่านเพิ่มเติมเรื่อง Open Source ได้ใน Fuse Showcase ฉบับที่ 1)

          “ลอกบางส่วนมันก็ไม่น่าจะเสียหายนะ ถ้ามันเข้ากับงานส่วนใหญ่และมันเสริมกับเรื่องของเรา แต่ควรจะบอกกล่าวหรือให้เครดิตแก่เจ้าของต้นฉบับก็จะดี แต่ถ้าลอกเลียนแล้วสู้ต้นฉบับไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม มันห่างจากคำว่าแรงบันดาลใจที่สร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา
ทุกวันนี้งานมันเยอะไปหมด บางทีไม่รู้ว่าอันไหนลอกเลียนใครมา อันไหนได้แรงบันดาลใจจากใครมา ลองมองไปถึงคุณค่าและความจริงใจของงานน่าจะดีกว่านะ”
- อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ -
คนทำหนังอิสระ เจ้าของผลงาน ‘สวรรค์บ้านนา’ ที่ไปคว้ารางวัล Special Mention จากเทศกาลหนังร็อตเตอร์ดาม
 

 

creative commons อะไรนะ?
เราขอเล่าที่มาและความหมายของคำนี้ง่ายๆ ว่า
1. ก่อนหน้านี้กฎหมายลิขสิทธิ์แบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ใหญ่ๆ คือ

- All Right Reserved หรือ Copyright คือห้ามนำงานสร้างสรรค์ทุกอย่างที่ติดกฎหมายตัวนี้ไปใช้ ก่อนจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
- Public Domain คือการปล่อยให้งานสร้างสรรค์ทุกอย่างกลายเป็นของสาธารณะ ใครจะนำไปใช้ก็ได้ (แต่คนที่คิดขึ้นมาจะไม่ได้เครดิตหรือค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น)

2. ในยุคที่อินเตอร์เน็ตเปรียบเสมือนโลกสมมุติข้อมูลทุกอย่างที่ถูกโพสต์ขึ้นอินเตอร์เน็ตไม่ว่าจะในบล็อกหรือเว็บบอร์ด แม้จะมีสัญลักษณ์ Copyright คุ้มครองแต่ก็ยังถูกนำไปใช้อย่างผิดกฎหมายอยู่ตลอด

3. ครีเอทีฟคอมมอนส์ (CC) คือสัญญาอนุญาตเผยแพร่ที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่คนที่สร้างสรรค์งานและอนุญาตให้ผู้อื่นนำไปดัดแปลงทำซ้ำได้ ถือเป็นลิขสิทธิ์ระบบเปิดที่กำลังฮิตมากบนโลกอินเตอร์เน็ต เพราะมันคือการให้คนได้แบ่งปันความคิดและวัตถุดิบที่มีสู่คนอื่นๆ ในวงกว้าง ให้ข้อมูลได้ไหลเวียนในสังคม โดยครอบคลุมไปถึงงานเพลง ภาพเคลื่อนไหว ภาพถ่ายและงานเขียน

 

          “การใช้ระบบ CC ทำให้อะไรๆ สะดวกขึ้น ไม่ต้องทำหนังสือขออนุญาตเจ้าของงานให้วุ่นวาย ถ้าในวงการผลิตสื่ออย่างหนังหรือโฆษณา จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาได้มาก แต่การนำงานที่เป็น CC มาใช้นั้น ลิขสิทธิ์จะยังเป็นของเจ้าของงานอยู่ คนที่นำมาใช้ควรจะต้องให้เครดิตเจ้าของงานด้วย ถือเป็นเรื่องของความชอบทางจริยธรรมและต้องยอมรับ เพราะมันสามารถทำได้ไม่ยาก”
- เครือข่ายครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทย -

ใครรู้จัก... ยกมือขึ้น
          ระบบ CC ยังถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมเมืองไทย การจะทำให้คนหันมาสนใจเรื่องนี้ เครือข่ายครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทยแนะนำว่า “อย่างแรกคือการให้ความรู้ ช่วยกันประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจในหลายรูปแบบ เช่นทำเป็นบทความลงในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หลายๆ ฉบับให้คนสังเกตและทำความรู้จักกับระบบนี้ จากนั้นก็รณรงค์ให้เว็บใหญ่ๆ อย่างเช่น http://gotoknow.org, www.thaigoodview.com และ www.vcharkarn.com (วิชาการดอทคอม) หันมาใช้ระบบนี้เหมือนในสารานุกรมออนไลน์วิกิพีเดียเพื่อเป็นการนำร่อง”

Comments

longge008's picture

#4473

ugg boots are quality sheepskin ugg that are not only fashionable, they are also practical. Sheepskin uggs wear well, are cozy warm, and make your feet feel good. They have been worn for a many generations for a reason. People wouldn't go to the trouble making and wearing these ugg infant's erin boots for so long if they weren't good.What about the cool factor?Sheepskin ugg infant's erin and boots have been around for a long time because they are practical but are they cool?