กอบบุญ ฉัตรไกรเสรี ผู้ต้องการบันทึกช่วงชีวิต

นั่งคุยกับผู้กำกับสารคดี 'คนเลี้ยงม้า' (Jockey Boy) ผู้ที่รักการผูกสัมพันธ์ไม่ว่าจะกับมนุษย์หรือสัตว์ ซึ่งเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตในเส้นทางอันอิสระอย่างที่ใจต้องการ

           'กอบบุญ ฉัตรไกรเสรี' คือหนึ่งในผู้กำกับหนังสารคดีและช่างภาพรายการโทรทัศน์ที่พึ่งจะจบการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยมาไม่นานอีกคนหนึ่ง ซึ่งผลงานที่ผ่านมาของเขาเรื่อง 'คนเลี้ยงม้า' นั้นเป็นสารคดีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการสะท้อนแง่มุมต่างๆ ของวงการแข่งม้าที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม อีกทั้งยังนำเสนอวิถีชีวิตของเหล่าคนเลี้ยงม้า นักขี่ม้า (ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ขี่อย่างเดียว แต่แทบจะกินนอนกับม้าด้วยเลย) คนกลุ่มนี้เราอาจจะพูดได้ว่าเป็นกลุ่มคนชายขอบอีกกลุ่มหนึ่งในสังคมก็ได้ เพียงแต่กอบบุญไม่ได้นำเสนอเรื่องราวของพวกเขาเหล่านั้นในมุมมองที่เหนือกว่า เขาลงไปคลุกคลี ใช้ชีวิต คบหากันด้วยมิตรภาพกับคนเหล่านั้นจริงๆ ทำให้ผลงานของเขามีความเป็นชีวิตอยู่สูงกว่าสารคดีเรื่องอื่นๆ เราลองมาทำความรู้จักกับเขากันดีกว่า

ถามก่อนเลยว่าตอนนี้เรากำลังทำงานอะไรอยู่?

           ตอนนี้ทำงานอยู่บริษัท PD creation ทำรายการให้ช่องห้าตำแหน่งตากล้องครับ ก็จะรับถ่ายให้รายการ club 5 แล้วก็รายการทันข่าวบันเทิงซึ่งบริษัทผมจะรับหน้าที่ผลิตรายการจากทางสถานีอีกที ผมรับหน้าที่ทำข่าวต้นชั่วโมงสามเวลา เช้า กลางวัน เย็น แต่เป็นข่าวบันเทิงนะครับ ออกแนวตามติดดารา Gossip ประมาณนี้ แต่คิดว่าทำอีกไม่นานแล้วครับ เพราะผมกำลังวางแผนที่จะไปเรียนต่อ ป.โท และทำ freelance กับเพื่อนโดยเน้นรับพวกงานโฆษณา ข่าว ถ่ายงานเพื่อการ present สินค้าให้ลูกค้า

ได้ข่าวว่าพึ่งเรียนจบไม่นาน ทำไมถึงรีบวางแผนออกมาเรียนต่อล่ะครับ?

            คืองานที่ทำอยู่มันก็สนุกก็จริง แต่พอเราได้ทำไปเรื่อยๆ เราคิดว่ามันเอียนครับ เหมือนกับว่าเรายังมีแรงอยู่ ก็อยากทำอะไรอย่างที่คิดหรือตั้งเป้าหมายเอาไว้ และที่สำคัญก็คือผมชอบรูปล้างอัด ขาว ดำ และถ่ายภาพนิ่งพวกสารคดีด้วย ก็อยากที่จะทำงานอะไรก็ได้ที่เอื้อต่องานอดิเรกของเราด้วย

เรียกได้ว่าชอบถ่ายรูปมาตลอดเลยหรือเปล่าถึงได้เชื่อมโยงมากับการเรียนภาพยนตร์ด้วย?

           คือจริงๆ ผมไม่ได้ชอบถ่ายรูปเลยครับ แต่ว่าพอดีมีเพื่อนสมัยเรียนมัธยมเขาอยากจะมาเข้าที่ลาดกระบังมาก ตอนนั้นผมสนใจจะเรียน interior ที่ศิลปากรมากกว่า เพราะผมยังไม่รู้ว่าคณะสถาปัตย์ที่ลาดกระบังมันมีภาควิชาภาพยนตร์ด้วย ซึ่งเพื่อนมันก็ชวนเรามาเรียนด้วยกัน ซึ่งตอนนั้นเพื่อนผมคนนี้มันมีกล้องเป็นของตัวเองตั้งแต่เด็ก พอผมเห็นมันก็รู้สึกแปลกตา เด็กมัธยมรุ่นผมมีกล้องฟิล์มของตัวเองด้วย

เป็นกล้องถ่ายวิดีโอหรือกล้องถ่ายภาพนิ่ง?

           เป็นกล้องถ่ายภาพนิ่งครับ รุ่น fm2 ซึ่งผมได้ลองจับๆ ของเพื่อนดูก็รู้สึกว่าน่าสนุกดี แต่ด้วยความเป็นเด็ก ผมก็ไม่มีเงินที่จะซื้อมันมาเป็นของตัวเอง บวกกับว่ายังไม่รู้ด้วยว่าจะเอ็นท์เข้าที่ไหน พอคราวนี้ผมก็ลองมาสอบที่ลาดกระบังเนี่ยละครับ สอบคณะนิเทศศิลป์ ปรากฎว่าสอบติด ผมก็ยังงง แต่ตอนนั้นผมก็ตัดสินใจแบบ ลองดูละกัน พอเริ่มเรียนไปซักพัก เขาก็มีสอนการถ่ายรูป ช่วงนี้ผมก็เลยเริ่มเก็บเงินหารกับแม่ บอกแม่ว่าอยากได้กล้อง fm2 มากเลย ซึ่งเขาก็ถามว่าจะซื้อกล้องฟิลม์ไปทำไม กล้องดิจิตอลดีๆ ก็มีเยอะ ซึ่งผมก็ตอบไปแค่ว่าเพราะเราชอบกล้องฟิลม์น่ะครับ ชอบการล้างอัดภาพ อยากลองทำดู เพราะตอนที่เรียนอยู่ผมก็ไม่เคยเห็นห้องล้างอัดที่มันใหญ่ขนาดนี้มาก่อนด้วย ซึ่งพอซื้อมาแล้วมันก็เป็นกล้องตัวแรกแล้วก็ตัวเดียวของผมเลยที่มีอยู่ในตอนนี้

กลับมาที่เรื่องหนังบ้าง เราได้ทำหนังบ้างไหม?

            นับเรื่องได้เลยครับ เพราะหนังเรื่องแรกที่เราทำก็เริ่มทำตอนปีหนึ่ง ออกมาเป็นหนังของมือใหม่ที่ดูตลกๆ ไปเลย คือตอนนั้นด้วยความที่ว่า เราทุกคนยังใหม่กับอุปกรณ์ด้วย อีกทั้งการทำงานกองถ่าย มันเป็นการทำงานที่เราต้องร่วมกับเพื่อนและต้องคอย support กันตลอดเวลา ซึ่งพวกผมไม่เคยทำกันมาก่อนเลย มันก็รู้สึกตื่นเต้น เฮ้ย ต้องจัดไฟนะ เราต้องคอยถือ reflect ให้เพื่อน เราต้องคอยบล็อคคนไม่ให้เดินเข้าเฟรมเรา มันก็เป็นไรที่ป่วนๆ แต่มันก็สนุกดีตามประสาเด็กที่ยังไม่มีประสบการณ์ มันก็เลยออกมาฮาๆ ตามประสาเด็กใหม่

โดดข้ามมาถามผลงานเรื่องเด่นของเราเลยดีกว่า เรื่อง 'คนเลี้ยงม้า' (Jockey Boy) มันมีที่มายังไง?

            เหตุผลที่เริ่มทำก็คงเหมือนกับเด็กที่กำลังจะจบหลายๆ คนที่จะต้องทำผลงาน Thesis เพื่อเรียนจบ แต่แนวคิดเริ่มแรกเลยที่คิดจะทำมันเกิดขึ้นมาจากการที่ผมมีเพื่อนที่รู้จักกันตั้งแต่เด็กอยู่คนหนึ่ง เขาชอบแทงม้ามากตั้งแต่สมัย ม.5-ม.6 ครับ (เยาวชนที่ดีห้ามเลียนแบบ) แต่ปกติสนามม้าเขาจะห้ามเด็กเข้านะ ตัวผมเองช่วงนั้นก็กำลังติวสอบอยู่ ขากลับผมก็จะมาสยาม มันก็จะต้องผ่านสนามม้านางเลิ้งทุกวันเลยแต่ก็ไม่คิดที่จะสนใจ พอมาอยู่วันนึงเพื่อนคนนี้มันชวนไปแทงม้ากัน ผมก็ตัดสินใจลองไปดูเฉยๆ ครั้งแรก โห คนในสนามม้ามันโคตรน่ากลัวเลย นี่มันแวดวงของการพนันชัดๆ เลยนี่หว่า แต่พอเราเริ่มไปครั้งแรก เราก็ไปอีกเรื่อยๆ (อ้าว?) แต่ว่าคราวนี้ผมไปไม่ได้ไปแทงม้านะครับ คือเพื่อนผมน่ะมันมาแทง แต่ว่าเราก็ไปทำไมไม่รู้เหมือนกัน น่าจะชอบบรรยากาศมันล่ะมั้ง ผมก็ไปนั่งเล่นซื้อน้ำปั่นกิน นั่งดูคนเชียร์ม้ากัน บางทีก็ไปนั่งเชียร์ลุ้นกับเพื่อนที่เล่นม้าบ้าง

            แล้วคราวนี้พอมาอยู่มหาลัยถึงเราจะเรียนไกล แต่ผมก็มักจะแวะมาหาเพื่อนคนนี้ มันก็นัดเจอผมที่สนามม้าเหมือนเดิม แต่คราวนี้ผมมีกล้องถ่ายรูปในมือละ ผมก็เริ่มถ่าย เริ่มเก็บบรรยากาศของผู้คนในสนามม้าละ แล้วผมก็เริ่มรู้สึกว่า ในสังคมจ๊อคกี้มันมีเสน่ห์อะไรบางอย่าง มันมีทั้งการพนัน คือการพนันมันก็สำหรับคนที่เตรียมตัวไปที่จะแทง แต่ว่าเขาไม่รู้หรอกครับว่าม้าตัวไหนมันจะเข้า แต่คนที่รู้จริงๆ ก็คือคนเลี้ยงเนี่ยละครับ แต่ตอนนั้นผมยังไม่ได้ลงลึก ไม่ได้ไปถ่ายอะไรมาก ถ่ายอยู่แค่สนาม ยังไม่ได้ไปเจาะตามคอก แต่พอปีสี่ คิดไปคิดมา เราก็ไปถ่ายรูปสนามม้าบ่อยมาก เราก็เลยอยากจะผลงานที่มันเกี่ยวข้องมันสนามม้านี่แหละ

แล้วเราตั้งใจจะถ่ายมันออกมาในแนวไหน?

            คือผมอยากจะนำเสนอความจริง ชีวิตจริงๆ เกี่ยวกับวงการนี้ ผมก็หาคอกม้าอยู่นานสองนานเพื่อที่จะหาจ็อคกี้ที่เขายอมให้เราไปตามติดถ่ายชีวิตของเขาได้จริงๆ ไปโคราชมาสองสามรอบ ตระเวนไปตามคอกม้าเพื่อน คอกนู้นคอกนี้ จนวันนึงผมขี่มอเตอไซด์ไปซื้อปลากัดกับเพื่อนแถวหัวตะเข้นี่ละครับ ผมก็ขี่ไปเรื่อยๆ ก็เจอ เฮ้ย มีคอกม้าด้วยนี่หว่า โคตรใกล้เราเลย ก็เลยตัดสินใจเอาที่นี่ก็แล้วกัน เพราะมันสะดวกตรงที่เราสามารถไปใช้ชีวิตร่วมกับเขาได้ง่ายด้วย

            ซึ่งตัวผมก็เริ่มเข้าไปคุย ไปขออนุญาตเขาประมาณว่าผมเป็นนักศึกษากำลังจะทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องจ๊อคกี้ ซึ่งเสี่ยเจ้าของคอกม้าเขาก็โอเค ซึ่งถือว่าผมโชคดีมากเลยเพราะมันมีโอกาสน้อยน่ะครับที่เขาจะอนุญาติให้เราเข้าไปถ่ายได้ เพราะว่าในวงการม้ามันมีการกลั่นแกล้งและการเล่นสกปรกกันเยอะมาก ซึ่งมันก็ชักนำให้ผมได้มาเจอกับจ๊อคกี้ที่ชื่อ 'อับดุลย์' นี่แหละครับ เขาเป็นคนนิ่งๆ เงียบๆ แต่ผมพึ่งมารู้ว่าที่เขาเงียบๆ เพราะเขากำลังเมาอยู่ (หัวเราะ) พอคุยไปคุยมาก็เกิดสนิทกัน คือที่สนิกันง่ายส่วนหนึ่งก็เพราะผมเลี้ยงปลากัด แล้วก็เอาปลาไปกัดกับคนที่คอกด้วยเลยสนิทกันมาก

อับดุลย์ ฟังชื่อเหมือนเป็นคนต่างชาติเลย แล้วจะสื่อสารกันรู้เรื่องหรือเปล่า?

            ฟังชื่อดูไม่คล้าย แต่ก็เป็นคนไทยแท้นะครับ คืออับดุลย์เนี่ยพ่อเขาทำงานอยู่สนามม้าที่ผมเคยไปทำงานด้วย ก็เลยพอจะคุ้นเคยกันมา อีกอย่างการที่เราเลือกเขามาเป็น Subject เนี่ย ก็เพราะว่าที่ๆ เราตัดสินใจไปถ่ายทำมันเป็นคอกม้าเล็กๆ คนดูแลก็มีไม่มาก อับดุลย์มันก็ต้องทำหน้าที่ทุกอย่างไม่ใช่ขี่ม้าอย่างเดียว คือเขาทำทั้ง ตัดขนม้า พาม้าไปอาบน้ำ ให้อาหารม้า ฉีดยาให้ม้า ใส่เกือกให้ม้า เก็บขี้ม้า ทำแผลให้ม้า ไปจนถึงทำคลอดม้าก็ทำ ซึ่งปกติจ๊อคกี้จะคล้ายกับวินมอเตอร์ไซด์มาก คือขี่อย่างเดียวไม่ต้องทำอะไร แต่กับอับดุลย์นี่คนละเรื่องเลย

ใช้เวลาทำทั้งหมดนานไหม?

            นับจากที่ตามหาคอกม้า ทำรีเสิรช์ รวมไปถึงจนเสร็จสิ้นการถ่ายทำก็ใช้เวลาประมาณ ห้า-หกเดือนได้

แล้วเราทำเป็นสารคดีที่นำเสนอเรื่องราวในรูปแบบไหน?

          ผมเลือกที่จะแบ่งการเล่าเรื่องออกเป็น 7 วันครับ เริ่มจากวันที่เจ็ด ย้อนหลังลงไปเรื่อยๆ คนถึงวันแรก เริ่มจากวันแข่ง พอแข่งเสร็จก็เป็นชีวิตประจำวันทั่วไปของเขา คือฟุตเตจที่ใช้จริงๆ มันเยอะมากจนเลือกไม่ถูก ตอนแรกไม่รู้จะเล่าเรื่องยังไง แล้วเพื่อนผมก็เลยแนะนำมาว่าแบ่งเป็นเจ็ดวันสิน่าจะดูน่าสนใจดี และการที่แบ่งเป็นเจ็ดวันก็เพราะผมมีความคิดว่า สารคดีมันก็คือสิ่งที่สะท้อนชีวิตอันซ้ำไปซ้ำมา คือยังไงถ้าเขายังไม่ตาย เขาก็ยังจะทำในสิ่งที่เขารักนี่ล่ะครับ

เราคิดว่าเราได้อะไรจากการทำสารคดีเรื่องนี้บ้าง?

            ผมได้รู้อะไรหลายอย่างเบื้องลึกที่คนทั่วไปเขาอาจจะไม่ทราบกันหลายเรื่องครับ คือวงการม้าแข่งมันเป็นเหมือนกีฬามาเฟียพอสมควร ถ้าพูดตรงๆ มันเหมือนกับการโกหกคนดู คือตัวจ๊อกกี้เองอยากจะขี่อยากจะใส่เต็มที่ แต่ว่าเขาทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะว่านายของเขาสั่งว่าห้ามชนะ คล้ายกับมวยล้มต้มคนดูอะไรประมาณนี้ ซึ่งแบบนี้ตัวจ๊อกกี้เองเขาทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ทำตามคำสั่ง และก็มีการกลั่นแกล้งหลายอย่าง ตอนกลางคืนอาจมีแอบไปที่คอกของคู่แข่งเพื่อหยอดยาให้ม้าของอีกฝ่ายหนึ่งป่วยก็มี คือมันมีทุกอย่าง

ทำแฉวงการเบื้องหลังการแข่งม้าขนาดนี้ เจออุปสรรคอะไรบ้างไหม?

            คือเวอร์ชันที่ผมส่งอาจารย์ สิ่งที่ผมสัมภาษณ์ได้มาจากเขา แบบว่าผมใส่ไปหมดเลย แต่เวอร์ชันที่ส่งประกวดหรือให้คนอื่นดู ผมจะไม่ คือ ผมไม่รู้อ่ะครับ แต่เวอร์ชันที่ผมส่งประกวด ผมก็ส่งแบบเต็มนะครับ แต่ว่าหมายถึงเวอร์ชันที่ผมไรท์ให้เขาไปน่ะ ผมแบบ ผมไม่ได้ไรท์ไปไอ้ตรงจุดที่ผมสัมภาษณ์ ว่าไอ้ตัวจ๊อกกี้เขาพูดยังไงไป เพราะว่าถ้าผมไรท์แบบอันนั้นไป แล้วนายเขาดูอันนั้นไป ไม่รู้สิครับ เดี๋ยวไอ้ดุลมันจะไม่มีงานทำซะก่อน ผมก็สงสารมัน คือตัวผมไม่มีปัญหาหรอก ผมเป็นห่วงมันเพราะว่าตอนนี้มันก็เหมือนเพื่อนผมคนนึงแล้วครับ ซึ่งแบบทุกวันนี้เจอหน้ากัน ก็ยังติดต่ออยู่

แล้วนอกจากสารคดีเรื่องJockey Boy นี่แล้วเรามีโอกาสได้ทำผลงานอื่นอีกไหม?

           คือผมเคยทำสารคดีวงอพาร์ตเม้นคุณป้า ทำกับเพื่อนอีกคนนึง แต่ไม่ใช่งานวิชาเรียนนะ ที่ทำเพราะชอบทำกันเอง เรียกได้ว่ากล้องวิดีโอตัวแรกที่ผมถอยมา ก็ถอยเพื่อมาถ่ายสารคดีวงอพาร์ทเม้นคุณป้านี่ล่ะครับ

แต่เราก็ยังยืนยันว่าสิ่งที่ชอบที่สุดก็คือการล้างอัดรูปขาวดำใช่ไหม?

           ใช่ครับ อันนั้นคือสุดยอดที่สุดสำหรับผมเลยครับ คือผมคิดว่าการที่เราใช้กล้องดิจิตอลเราถ่ายเสร็จ ดูปุ๊บ ไม่ชอบ เราก็สามารถปรับโน่นนี่หน่อยแล้วก็เห็นกันชัดๆ เลยว่าภาพที่ออกมามันจะเป็นยังไง แต่ถ่ายกล้องฟิล์มมันแบบไม่เห็นอะไรเลย โอเคเราสามารถวัดแสงได้ ถ้าอยากให้มันโอเวอร์อันเดอร์ อะไรก็เผื่อไว้ แต่เราไม่เห็นผลลัพธ์มันล่วงหน้าแบบกล้องดิจิตอลเลย ซึ่งมันก็ทำให้เราเกิดความสุขตรงที่การคาดเดาอะไรไม่ได้ซึ่งสำหรับผมแล้วผมชอบมันนะ นอกจากนั้นเราก็ชอบการล้างอัดด้วย ชอบบรรยากาศในห้องล้างอัดภาพที่เหมือนกับเรากำลังเสกสรรค์ปั้นแต่งผลงานภาพที่เราถ่ายมาด้วยมือของเราเอง สมัยเรียนผมก็ไม่ได้เรียนโฟโต้ แต่ผมไปห้องล้างอัดของมหาลัยบ่อยมาก ซื้อน้ำยาของตัวเองไปทำเอง ก็เหมือนกับว่าใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ไปด้วยในตัว ทุกวันนี้ผมก็ทำงานเพื่อที่จะหาเงินมาซัพพอรท์งานอดิเรกของเราตรงนี้ไปเรื่อยๆ

ชื่อ นามสกุล : กอบบุญ ฉัตรไกรเสรี

Name Surname : Kobboon Chatrakrisaeree

อีเมล์ : nop_name_9@hotmail.com

ตัวอย่างผลงานออนไลน์

Jockey Boy คนเลี้ยงม้า Part 1

Jockey Boy คนเลี้ยงม้า Part 2 (END)

Comments

lala's picture

#5954

Louis Vuitton Handbagsa more traditional means of constraintLouis Vuitton Bagsacross the front of his caramel-colored shoesCheap Louis Vuitton Handbagsa buckled strap that served as a sort of beltCheap Louis Vuitton Bagsrubber straps across the front and heelLouis Vuitton New Style Handbagsthat may be holding the two pieces togetherLouis Vuitton Monogram Handbagsoversize rubber bands around the upperLouis Vuitton Real Leather Handbagsdrives itself into a fiery state with constantLouis Vuitton Damier Handbagsnamely refuses to play music and instead Louis Vuitton Monogram Vernis Handbagswhich has seen some users left withLouis Vuitton Special Monogram Handbagsnumerous of these waves are down to one publish withLouis Vuitton Monogram Multicolore Handbagsnamely nonetheless making its own waves in buyersLouis Vuitton Travel Bagsboth of the compact nano alternativelyLouis Vuitton Men Bagscompliment has been saved as its glossy cousinsLouis Vuitton Kanye West Shoeshave been supplied with the duplicateLouis Vuitton Lace Ups Shoesinformed triumphing them over could not be ruledLouis Vuitton Leather Shoesinstantly went under them and the likelihoodLouis Vuitton Meteor Shoesbelonging to the corporate worldLouis Vuitton Tennis Shoessaid that some of the key witnessesLouis Vuitton Anniversary Shoeswhich disapproved their bail pleasLouis Vuitton Bikinialready in judicial custody and have been suppliedLouis Vuitton Beltswith the duplicate of the chargesheetLouis Vuitton Bootsmuch of the compliment has been savedLouis Vuitton Hatsnamely nonetheless making its own waves in buyersLouis Vuitton Jeansnumerous of these waves are down to one publishLouis Vuitton Scarveslike the quilted Tory Burch flat that everyoneLouis Vuitton Sunglasseslouis vuitton monogram vernis bellevueLouis Vuitton Tiesshe may not be able to recognize its subtlenessLouis Vuitton Walletscraved with the abbreviation of the brand logoLouis Vuitton Watchsstyle still follows the broad beltCheap Louis Vuitton Shoesadopts the bright pearls to decorate bagLouis Vuitton Bags Outletis last film in fashion short filmsLouis Vuitton Handbags On Salemonogram vernis bellevue bleu nuttLouis Vuitton Outletcan find that bag is still carried by the heroine.

clf24634's picture

#5824


Canada Goose Chilliwack Parkapresence look in this manner expenditure Canada Goose Womens Chilliwack ParkaIt would be a shame designed toCanada Goose Expedition Parkaevery face specifically wearing Cheap Canada Goose Expedition Parkathe real cause regarding face cureMens Canada Goose Expedition Parkahidden muscular tissues under eachWomens Canada Goose Expedition Parkaof our facial skin suffer a painCanada Goose Snow Mantra Parkamuscle atrophy assuming theyCanada Goose Solaris Parkaare simply never employed efficientlCanada Goose Trillium Parkawith a children or even your lifeCanada Goose Yorkville Parkapartner isn't gonna count being an Canada Goose Youth Parkafor everybody who is approachingCanada Goose Youth Expeditioncreases and also lines on forehead Canada Goose JacketsCanada Goose Chilliwack Parka Mens Canada Goose JacketsOutlet at low priceWomens Canada Goose JacketsCanada Goose Jacket Chilliwack withCanada Goose ParkaBuy Canada Goose Jacket Mens Canada Goose ParkaMaybe persons think you need new makeupWomens Canada Goose Parkaafter will probably be all defined andCanada Goose Gloveswhen most people try ones own