คุยกับสองผู้กำกับ 'ศัตรูประชาชน'
สืบเนื่องจากภาพยนตร์สารคดีเขมรแดงเรื่อง 'ศัตรูประชาชน' (Enemies of the People) จากฝีมือกำกับโดย ร๊อบ เลมกิ้น และ เต็ต สัมบัท กำลังจะเข้าฉายวันที่ 19 พ.ค. 2554 ณ โรงภาพยนตร์เอสเอฟ เวิลด์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์นี้แล้ว
ในครั้งนี้เราจึงนำเอาบทสัมภาษณ์ของทั้งสองผู้กำกับมานำเสนอเพื่อทำความเข้าใจกับแนวคิดก่อนที่จะมาเป็นผลงานเรื่องนี้ รวมไปถึงปูมหลังของอดีตผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทุ่งสังหารเขมรแดง อีกทั้งยังมีประสบการณ์ตรงในฐานะของนักข่าวผู้สืบค้นเรื่องราวเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อีกด้วย

เต็ต สัมบัท (Thet Sambath) ผู้กำกับและนักแสดง
เหตุการณ์เขมรแดงมีผลกระทบโดยตรงต่อครอบครัวของคุณอย่างไรบ้าง?
พ่อของผมเป็นชนชั้นกรรมาชีพคนหนึ่ง เขาถูกเขมรแดงฆ่าในปีค.ศ. 1974 เพราะปฎิเสธไม่ยอมยกควายให้ แม่ของผมถูกบังคับให้แต่งงานกับนายทหารเขมรแดง และเสียชีวิตหลังคลอดลูกในปี 1976 ขณะที่พี่ชายของผมหายสาบสูญไปเมื่อปี 1977 โดยผมมาทราบตอนหลังว่าเป็นช่วงการกวาดล้างใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ในหมู่บ้านของเรา
ชีวิตในวัยเด็กของคุณหลังจากนั้นเป็นอย่างไร?
เมื่อตอนที่เขมรแดงล่มสลายในปี 1979 ผมซึ่งตอนนั้นอายุ 10 ขวบ ได้หลบหนีไปอยู่ในค่ายผู้อพยพติดกับชายแดนไทย ผมเรียนภาษาอังกฤษจากมิชชั่นนารี่ชาวอเมริกันแล้วก็ค่อยๆ เริ่มทำงานเป็นผู้ประสานงานให้กับองค์กรสื่อต่างๆ ในพนมเปญในช่วงปี 1990
เมื่อมองย้อนกลับไป คุณมีความรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น?
ตลอดช่วงเวลานั้นผมไม่เคยเข้าใจจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นในยุคเขมรแดง ผมอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ ซึ่งแทบทั้งหมดเขียนโดยชาวต่างชาติ แต่มันก็ยังดูไม่เป็นเหตุผลสำหรับผม ว่าทำไมถึงมีคนถูกฆ่ามากมายถึงขนาดนี้ มันคงไม่ใช่แค่ว่าเขมรแดงเป็นคนไม่ดี
คุณได้เริ่มเข้ามาสืบค้นเรื่องเขมรแดงได้อย่างไร?
ในปี 1998 เนื่องจากผมทำงานเป็นนักข่าว ผมจึงได้มีโอกาสรู้จักกับหลายๆ คนที่เป็นลูกของอดีตนายทหารเขมรแดงระดับสูง แม้ภรรยาของผมจะไม่พอใจค่อนข้างมาก แต่ในช่วง 4 ปีหลังจากนั้น ผมก็ได้ใช้เวลาทุกสุดสัปดาห์ไปกับการไปเยี่ยมบ้านของนวนเจีย หรือ พี่ชายหมายเลขสอง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำเขมรแดงอาวุโสที่สุดที่ยังชีวิตอยู่
นวนเจียเล่าอะไรให้คุณฟังบ้าง?
ในตอนแรกเขาเองไม่เคยพูดอะไรมากไปกว่าเรื่องเดิมๆ ที่เขาบอกกับนักข่าวต่างชาติมาตลอด เช่น “ฉันเป็นแค่เจ้าหน้าที่ระดับล่าง” “ฉันไม่รู้อะไรเลย” “ฉันไม่ได้ฆ่าใคร” จนวันหนึ่งเขาบอกผมว่า “สัมบัท ฉันเชื่อใจเธอ เธอเป็นคนที่ฉันอยากจะเล่าเรื่องของฉันให้ฟัง ถามฉันมาว่าเธออยากรู้อะไรบ้าง” และในระหว่าง 5 ปีต่อจากนั้นมาเขาก็เล่าความจริงให้ผมฟังตามสิ่งที่เขาประสบมา รวมถึงรายละเอียดเรื่องการสั่งฆ่าด้วย
ทราบว่าคุณได้ไปพบกับสมาชิกเขมรแดงคนอื่นๆ ด้วย คุณทำอย่างไรจึงสามารถเข้าถึงบุคคลเหล่านั้นได้?
ตลอดช่วงเวลานั้นผมเองก็ได้ใช้ความพยายามอย่างสาหัสในการสร้างเครือข่ายกับเหล่านักฆ่าเขมรแดงเพื่อจะหาคนที่ยอมคุยกับผมเรื่องนี้ ในกัมพูชามีคนเหล่านี้อยู่หลายพันคนแต่ไม่เคยมีใครยอมรับสารภาพ การหาตัวคนเหล่านี้มาได้นั้นเหมือนต้องงมเข็มในมหาสมุทร กลุ่มคนสุดท้ายที่ผมเจอคือคนที่เป็นผู้วางแผน เป็นพวกที่พยายามจะล้มพลพตกับนวนเจีย ถ้าขาดคนเหล่านี้ไปเราจะไม่สามารถเข้าใจความเป็นไปของทุ่งสังหารได้ แต่อย่างไรก็ตาม คนที่เหลือรอดมาได้เหล่านั้นต่างไม่มีใครที่ยอมพูดเรื่องนี้เลย
คุณคิดว่าทำไมบุคคลเหล่านี้จึงยอมเล่าความจริงให้คุณฟัง?
แหล่งข่าวของผมล้วนแต่เป็นคนชนบท เพราะสมาชิกเขมรแดงประกอบด้วยคนชนบททั้งหมด พวกเขาจะไม่ยอมพูดกับคนเมืองเลยด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่คนต่างชาติเลย ตัวผมเองก็เป็นคนชนบท ผมคิดว่านั่นเป็นสาเหตุที่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาเหล่านั้นยอมพูดกับผม เพราะผมเองก็เหมือนกับเขา คุณตั้งใจจะทำเรื่องนี้เป็นหนังมาตั้งแต่แรกเลยหรือเปล่า?
ในปี 2005 ผมเริ่มวางแผนจะเขียนเรื่องนี้เป็นหนังสือ แต่ผมก็กังวลว่าจะไม่มีใครเชื่อสิ่งที่ผมเล่า ผมเลยเริ่มอัดเสียงบทสัมภาษณ์ทั้งหมดที่ผมทำ แต่ผมก็ยังกังวลอยู่ว่าคนอาจจะยังไม่เชื่ออีก ดังนั้น ในปี 2006 ผมเริ่มถ่ายบทสัมภาษณ์และการพูดคุยของผมเป็นวิดีโอเทปไว้ด้วย ในปีเดียวกันนั้น ผมได้พบกับร๊อบ และเราตัดสินใจทำเรื่องนี้ออกมาเป็นภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับผลงานที่ผมทำและเรื่องความลับของเขมรแดง
คุณคิดว่าหนังเรื่องนี้จะส่งผลอย่างไรกับคนกัมพูชาที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับเหตุการณ์เหล่านี้มาเป็นเวลายาวนาน รวมไปถึงผลที่จะเกิดกับบุคคลในหนังด้วย?
หลายคนอาจบอกว่าการไปพูดคุยกับฆาตกรและยึดติดกับความเลวร้ายในอดีตไม่ได้ส่งผลดีอะไรขึ้นมา แต่ผมมองว่าบุคคลเหล่านั้นเขาเสียสละอย่างมากในการมาเล่าความจริง พวกเขาทำดีที่กล้าสารภาพ อาจจะเป็นความดีอย่างเดียวที่เหลือที่ยังทำได้อยู่ด้วยซ้ำ พวกเขาเหล่านี้ และรวมไปถึงเหล่านักฆ่าคนอื่นๆ จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการปรองดองหากต้องการให้ประเทศของเราเดินหน้าต่อไป

ร๊อบ เลมกิ้น (Rob Lemkin) ผู้กำกับและคนเขียนบท
คุณเริ่มหันมาสนใจเรื่องเขมรแดงได้อย่างไร และคุณเคยทำหนังเกี่ยวกับประเทศในภูมิภาคเอเซียมาก่อนหรือไม่?
เมื่อสิบปีที่แล้วผมเคยทำสารคดีให้ BBC เกี่ยวกับนักปฎิวัติลึกลับมาเลเซียชื่อ จินเป็ง เขาได้มาร่วมงานตอนที่หนังฉายเปิดตัวที่ลอนดอน และตอนที่กำลังนั่งแท๊กซี่กลับสนามบิน เขาเล่าให้ผมฟังว่าเมื่อปี 1975 ประธานเหมาเจ๋อตุงได้ส่งเขาไปอยู่กับพลพต เขาบอกผมว่าในความเป็นจริงนั้น พลพตต่างจากที่คนส่วนใหญ่คิดไว้มาก พลพตเคยยอมรับกับเขาว่า หลังจากได้รับอำนาจมาแล้วก็ทำอะไรไม่ถูก ไม่เข้าใจความเป็นไปของเหตุการณ์รอบตัว เหมือนกระต่ายที่โดนแสงไฟรถส่องเข้าตาจนตกใจลนลานนึกอะไรไม่ออก ซึ่งจินเป็งคิดว่านี่เป็นสาเหตุให้เกิดโศกนาฎกรรมทุ่งสังหารขึ้น
จากจุดนั้น อะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจทำหนังเรื่องนี้ร่วมกับ เต็ต สัมบัท?
ภาพของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดจากความสับสนวุ่นวายและไร้ประสบการณ์ของผู้เกี่ยวข้องเหล่านี้ฝังอยู่ในใจของผม จนในปี 2006 ผมเดินทางไปพนมเปญและได้พบกับสัมบัท ผมพบว่าเราสองคนมีความคิดเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ในมุมมองใหม่ๆ ตามแบบของนักข่าวสืบสวนสอบสวนเหมือนกัน และผมก็พบด้วยว่าเขาเองก็กำลังเดินไปในเส้นทางเดียวกันเพื่อเข้าถึงหัวใจของทุ่งสังหาร แต่ตัวเขาถลำเข้าไปลึกกว่ามาก และมันเป็นเรื่องความเป็นความตายของตัวเขาเองด้วย
ส่วนตัวของคุณเองมีความรู้สึกอย่างไรกับเรื่องเขมรแดง และเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์?
ตัวผมเองแม้แทบไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับประเทศกัมพูชาเลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะครอบครัวทางฝั่งพ่อของผมหลายคนก็ถูกกองทัพนาซีฆ่า รวมถึงญาติห่างๆ ของผมคนหนึ่ง คือ Raphael Lemkin ก็เป็นผู้บัญญัติคำว่า “genocide” ในภาษาอังกฤษด้วย
คุณมองสิ่งที่สัมบัททำ ในฐานะคนกัมพูชา ว่าอย่างไร?
ผมมองสัมบัทในฐานะคนที่กำลังพยายามหาเหตุผลให้กับฝันร้ายในวัยเด็กของเขา เมื่อใดที่เขาเข้าใจความหมายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขากำลังตามหามันอยู่ มันจะทำให้เขาบรรลุถึงความสงบภายใน ในการที่จะสามารถเอาความสูญเสียในชีวิตส่วนตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โดยรวม
นอกจากนี้ผมยังมองเขาในฐานะตัวแทนของคนรุ่นที่สอง ที่กำลังพยายามค้นหาความจริงจากคนรุ่นแรก เพื่อที่จะได้นำความหมายของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ไปถ่ายทอดให้กับคนรุ่นที่สามต่อไป ซึ่งในทางนี้ก็จะเหมือนกับเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เยอรมัน อาฟริกาใต้ ไอร์แลนด์เหนือ ยูโกสลาเวีย ระวันด้า อิรัก หรือซูดาน

ขอบคุณบทสัมภาษณ์ดีๆ จากบริษัทเอ็กซ์ตร้า เวอร์จิ้น ผู้จัดฉายสารคดีเรื่องนี้





Comments
#5838
Comment by
clf24634 |
Sun, 2011-09-04 14:10
Nike Mercurial Vapor V FGacquiring their very own traitsAdidas F50 AdizeroAdidas have today unveiled the latest colourwayAdidas Soccer Cleatsfor their premium speed football bootCheap Soccer Cleatscan bring you exclusive imagerySoccer Cleats On Saleare the lightest boots on the market and willAdidas F50 Soccer Cleatssurely be a hit with those speedy playersAdidas Soccer ShoesMost football matches these days are wonAdidas F50 Adizero TRX TFand lost by millimetres and split secondAdidas F50 Adizero Prime FGadidas have designed the Adidas F50 Adizero TRX AGPrime to redefine the rules of fastAdidas F50 Adizero TRX FGWhich means the boot is packed fullAdidas F50 Adizero TRX ICof technology from the industry’s lightestAdidas Absolado PS TRX FGThe upper is made to feel like a secondAdidas AdiPURE III TRX FGAs for the sprint frame outsoleAdidas AdiPURE IV TRX FGlightweight and provides stability throughAdidas F30 TRX FGcreate the lightest football outsole onAdidas F30.8 I TRX FGThe new Traxion stud shape also allowsAdidas F50I TUNIT Start Kitfor maximum acceleration, stoppingAdidas Predator X AGsupport bands provide lateral stabilityAdidas Predator X TRX FGand support whilst also reinforcing theAdidas Predator X UCLbottom frame help transfer force fromAdidas Predator XI TRX FGthe outsole to the upper and also protectsNike 5 Elastico Proas we look to get our hands on a pair and putNike CR7 Safari Superfly III FGare required so that you can Nike CTR360 Maestri FG activity this AdidasNike Jnr Mercurial Victory II AGdespite that’s the actual Nike Limited Edition Safariincrease participants rate and growNike Marquis FGAll of them customers most popularNike Mercurial SLin addition to Nike become opponentsNike Mercurial Talaria IV FGcoming from common sneakers to be ableNike Mercurial Talaria V FGIt truly is challenging express what Nike Mercurial Vapor III FGthe amount of men and women puttingNike Mercurial Vapor Superfly IIIon baseball sneakers will be Nike Mercurial Vapor Superfly FGIndividuals are considered Nike Mercurial Vapor Superfly IINike and also Adidas tend to