ไม่มีวินัยในการทำหนัง : "เฟรนด์ชิพยุค A-Net O-Net”
ห่างหายจากการติดตามข่าวสารมานาน พอหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน ก็ได้พบกับคำศัพท์ที่ไม่คุ้นหูคุ้นตามาก่อน เช่นคำว่า "การสอบAdmission” หรือ "สอบ A-net O-Net” ซึ่งทำให้ผมงงเป็นไก่ตาแตกอยู่หลายนาทีทีเดียว พอเริ่มได้สติ ก็รีบถามเอาความจากคนรอบๆตัว ถึงได้ไปบางอ้อได้ความรู้ใหม่มาว่า มันก็คืออันเดียวกันกับ การ "สอบเอนทรานซ์" ในยุคของผมนั่นเอง
หลังจากทำใจได้กับอาการตกยุคของตัวเอง ก็เลยมีโอกาสนึกย้อนไปถึงชีวิตในช่วงการสอบเอ็นทรานซ์ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตได้เจอกับอารมณ์หลากหลาย ทั้งสุข(ที่จะได้ออกไปเจอโลกใหม่ๆ) เศร้า(ที่ต้องจากโรงเรียนที่คุ้นเคยไป) เหงา( เพราะต่างคนต่างแยกไปตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือสอบ) และกังวล(ว่าจะเอ็นติดหรือไม่) แต่ก็คงไม่มีอารมณ์ไหนที่ชัดเจนไปกว่าอารมณ์ใจหาย เมื่อรู้ว่า อีกไม่กี่วันจะต้องแยกย้ายจากเพื่อนร่วมก๊วนไป แล้วเราก็หยิบ "สมุดเฟรนชิพ" ขึ้นมาแลกเปลี่ยนกันเขียน
ใช่แล้วครับ!! สมุดเฟรนชิพ เอ...เด็กสมัยนี้ยังเขียนสมุดเฟรนชิพกันอยู่ไหม?
แล้วรูปแบบของมันจะยังคงเหมือนเดิม หรือปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยหรือป่าว?
คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นมาในใจของผมทันที
ระหว่างที่ยังไม่รู้ว่าจะคำตอบให้คำถามข้างบนได้จากใคร ผมก็นึกไอเดียสนุกๆขึ้นมาว่า ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนในยุคที่สื่อดิจิตอลใกล้ตัวเราและเข้าถึงง่ายขึ้นเช่นทุกวันนี้ สมุดเฟรนชิพของผมคงจะไม่เป็นเพียงสมุดที่ทำได้แค่เพียงขีดๆเขียนๆหรือวาดรูปแบบเดิมแน่นอน ในเมื่อเรามีช่องทางที่จะช่วยบันทึกความทรงจำได้ชัดเจน แจ่มแจ๋วทั้งภาพและเสียง เช่น สื่อวิดีโอ อยู่ใกล้ตัวทั้งที เรายังจะบันทึกความทรงจำด้วยวิธีขีดๆเขียนๆแบบเดิมกันอยู่ทำไม ฮึ!

วิดีโอ? เฟรนชิพ? อะไร? ยังไง?
ถ้าเลือกได้ เราก็อยากเก็บบันทึกความทรงจำไว้ให้ครบทั้งภาพและเสียง ซึ่งในยุคที่ผมเป็นนักเรียนนั้น เราต่างเจอข้อจำกัดในด้านของเครื่องไม้เครื่องมือที่ยังเข้าถึงยาก ผมยังจำได้ดีว่า ในยุคนั้น ใครมีกล้องถ่ายรูปสักตัวก็ถือว่าหรูหรามากทีเดียว ไม่ต้องพูดถึงกล้องวิดีโอ ใครมีไว้ในครอบครอง ยิ่งต้องเรียกว่าไฮโซกันไปเลย แต่สำหรับน้องๆในยุคนี้ ที่ทุกคนมีโทรศัพท์ที่ถ่ายวิดีโอได้อยู่ในมือกันแทบทุกคน แถมบางคนยังมีกล้องดิจิตอลติดกระเป๋าด้วยแล้วนั้น นับว่ามีโอกาสบันทึกความทรงจำเก็บไว้เป็นวิดีโอได้ง่ายขึ้น
แล้วจะบันทึกอะไร?
ก็ทุกอย่างที่เราเคยบันทึกไว้ในสมุดเฟรนชิพรูปแบบเดิมๆนั่นหล่ะครับ เพียงแต่คราวนี้ เราเลือกที่จะเก็บมันไว้ทั้งภาพและเสียง เช่นรูปถ่ายหมู่ แทนที่จะยืนถ่ายเป็นภาพนิ่ง เราก็อาจบันทึกเป็นวิดีโอ ที่เราจะได้เห็นอริยาบท ปฎิสัมพันธ์ที่แต่ละคนมีให้กัน เสียงที่เฮฮา เรียกได้ว่าบันทึกบรรยากาศได้เต็มอรรถรสกว่า
นอกจากนี้เราอาจมีบันทึกภาพบรรยากาศในโรงเรียน ภาพห้องเรียนประจำชั้น โรงอาหารที่กินอยู่ทุกวัน สนามบอล ศาลามุมประจำ ซึ่งถ้าเรามีความรู้เรื่องการตัดต่อ การอาจนำภาพเหล่านี้มาตัดต่อเป็นมิวสิควิดีโอเก็บไว้ดู ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ
อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ของสมุดเฟรนชิพ หรือแม้กระทั่งหนังสือรุ่น ก็คือ คำอวยพรจากอาจารย์ที่ส่งถึงลูกศิษย์ ซึ่งถ้าเป็นเฟรนชิพแบบเดิมๆ มักจะมาในรูปแบบของบทความ แต่คงจะดีกว่า ถ้าอาจารย์มาพูดอวยพร ให้โอวาทกันเห็นๆในรูปแบบของภาพและเสียง กี่ปีผ่านไป นำมาเปิดดูก็ยังคงตรึงใจลูกศิษย์ไม่เสื่อมคลาย แถมเปิดให้ลูกให้หลานดูต่อไปยังได้
บันทึก ->รวบรวม -> แจกจ่าย
สมัยก่อน เวลาที่เรามีสมุดเฟรนด์ชิพเล่มหนึ่ง เราก็ใช้วิธีแจกจ่ายให้เพื่อนแต่ละคนไปเขียน หรือการทำหนังสือรุ่น ประธานรุ่นก็มักมอบหมายให้แต่ละห้องรวบรวมภาพอาร์ทเวิร์คกันมา เช่นเดียวกันครับ เฟรนชิพยุคดิจิตอลแบบเรา ก็จะใช้วิธีให้แต่ละคนส่งคลิปวิดีโอมา
ลองคิดดูเล่นๆสิครับ ถ้าห้องหนึ่งมีนักเรียน 50 คน เราก็จะมีคลิปวิดีโอจากเพื่อนรวมๆกันถึง 50 คลิป เมื่อนำมารวมๆกัน เราก็จะได้ภาพวิดีโอที่บันทึกความทรงจำของห้องเราเกือบทุกแง่ทุกมุม ยิ่งถ้ารวบรวมได้ทั้งโรงเรียน ภาพความทรงจำของรุ่นเราก็ยิ่งถูกบันทึกไว้ได้ชัดเจน และครบครันกว่ารุ่นไหนๆแน่ๆครับ
เมื่อรวบรวมไฟล์วิดีโอได้แล้ว จัดเก็บแยกโฟลเดอร์ตามแต่ละหัวข้อ อาจแบ่งเป็นห้อง เป็นก๊วนหรือเพื่อง่ายต่อการเข้าถึง ก็นำวิดีโอทั้งหมดนั้นไปฝากไว้บนยูทูป (youtube.com) แล้วรวบรวมลิงค์ไว้บนบล็อคๆหนึ่ง ก็สามารถทำได้ครับ
เสริมความเก๋ไก๋ให้เฟรนด์ชิพ ด้วยพื้นที่ฟรี บล็อค หรือเครือข่ายทางสังคม
ทุกวันนี้ โลกไซเบอร์ได้เปิดโอกาสให้เราเอาอะไรก็ได้ขึ้นไปฝากไว้ ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง (ฝากผ่านเว็บฝากหรือแชร์รูป เช่น Flickr.com,), วิดีโอ (youtube.com), บทความ ข้อเขียน หรือไดอารี่บันทึกเรื่องราวต่างๆ (ฝากผ่านวิธีการเขียนบล็อคลงใน blogger.com หรือ exteen.com) สิ่งสำคัญก็คือ จะเราเลือกหยิบมันมาใช้ประโยชน์ รวบรวมหรือเชื่อมโยงถึงกันอย่างไร สำหรับการทำเฟรนชิฟที่เราพูดถึงอยู่นี้ ก็สามารถนำพื้นที่ฟรีบนโลกไซเบอร์เหล่านี้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เช่นกัน
พูดให้เห็นภาพกันมากขึ้น ก็คือ เราก็นำสิ่งที่ทุกคนมีอยู่แล้วมารวบรวมไว้ให้อยู่ในที่เดียวกัน เช่น เด็กชาย ก. เขียนบล็อค เล่น Facebook และอัพโหลดวิดีโอผ่านyoutube เป็นกิจวัตรอยู่แล้ว ก็นำลิงค์เหล่านั้นมารวมไว้บนไฟล์เวิร์ด หนึ่งไฟล์ก็รวบรวมลิงค์ของคนหนึ่งคน หลังจากนั้นก็เอาของทุกคนมารวบรวมใส่ไว้โฟลเดอร์เดียวกัน แยกเป็นห้องๆไป แล้วก็นำทั้งหมด saveใส่แฟลชไดรฟ์ของใครของมันกลับไป
ถึงตอนนี้ คุณคงคิดเหมือนผมว่า เราช่างโชคดีจริงๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกดิจิตอล ฮา....
ครับ และนี่ก็คือไอเดียที่พอจะนึกออกคร่าวๆว่า เราสามารถหยิบสื่อวิดีโอเข้ามาประยุกต์ใช้ในการจัดทำ "เฟรนชิพในยุคดิจิตอล" ได้หลากหลายวิธี แต่ผมเชื่อว่า สื่อวิดีโอและภาพเคลื่อนไหวนี้ สามารถนำไปประยุกต์ต่อไปได้ไม่รู้จบครับ
โลกเปลี่ยนไปทุกวัน และเราก็แก่ขึ้น แต่สมองของเราคงมีพื้นไม่พอที่จะจำเรื่องราว ชนิดเด่นชัดได้ทั้งหมด แต่ฮาร์ดดิสท์หรือแผ่น DVDที่ความจุถึง 4.7 GB ช่วยคุณได้
ภาพวันสุดท้ายที่เราร่วมร้องเพลงกัน ใบหน้าในวัยเยาว์ที่ยังละอ่อน รอยยิ้มของอาจารย์ที่ใจดี เราเก็บสิ่งเหล่านี้ให้คมชัดได้เหมือนเดิม มากกว่าแค่บันทึกเป็นข้อความหรือภาพนิ่ง เราบันทึกมันเก็บไว้เป็นวิดีโอได้ และทุกครั้งที่นึกถึง เราก็เปิดมันขึ้นมาดู ตอนนั้น ภาพและเสียงเหล่านั้นจะยังคงชัดเจนเหมือนเดิม
นี่คือข้อดีของภาพเคลื่อนไหวครับ
กล้องวิดีโอเราก็มีอยู่ในมือ ฮาร์ดดิสท์ก็ราคาถูกลงทุกวัน และยูทูปก็ไม่เคยปิดกั้น ไม่ว่าเราจะเอาวิดีโอไปฝากมันมากมายแค่ไหน
ก่อนจากกันไป ผมยังคงเน้นย้ำในเรื่องเดิม นั่นก็คือ สิ่งใกล้ๆตัวที่เราเคยชินและใช้มันอยู่ทุกๆวัน ถ้าเราจับมันมาเปลี่ยนนิด บิดหน่อย รู้จักประยุกต์ด้วยมุมมองที่สร้างสรรค์แล้วนั้น สิ่งที่เบสิคที่สุด ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ให้ไอเดียบรรเจิดที่สุด จนคนรอบข้างแอบอิจฉาคุณอยู่ในใจว่า “เรื่องแค่นี้...ทำไมเราถึงคิดไม่ถึงนะ” ก็ได้นะครับ
ขอให้สนุกกับชีวิตบนโลกที่เต็มไปด้วยพื้นที่ ที่รอให้คุณเอาไอเดียใหม่ๆไปใส่ไว้นะครับ : )





Comments
#4149
Comment by
nike66 |
Sat, 2010-07-17 21:49