MY BEST SHORTS OF THE YEAR 2009

        ตามธรรมเนียมปฏิบัติส่วนบุคคล ทุกสิ้นปีผมจะใช้เวลาร่วมหนึ่งเดือน (โดยมากคือรอยต่อระหว่างธันวาคม และมกราคม ) ในการรวบรวมอันดับหนังที่ชอบในรอบปี
 

     ปีนี้ก็เช่นกัน กว่าจะรวบรวมรายชื่อคัดเลือกและ คัดย่อหนังที่ชอบในรอบปีเสร็จเรียบร้อยก็เล่นเอาหืดขึ้นคอ และนี่คือลิสท์ฉบับคัดเฉพาะบรรดาหนังสั้นที่ได้ดูและชอบมากในรอบปีที่ผ่านมาซึ่งในที่นี้ขออนุญาตรวบยอดทั้งหนังสั้นไทย และหนังสั้นนานาชาติไว้ในคราวเดียวกันครับ 

 

1.ของเหลวที่หลั่งจากกาย (รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค /2552)
         ไม่จำเป็นต้องอธิบายถึงหนังซ้ำ เพราะผมเคยเขียนถึงหนังแบบยาวๆ ไว้แล้ว แต่หากให้สรุปสั้นๆ เราก็พอจะกล่าวได้ว่านี่คือหนังที่รื้อสร้างความเข้าใจทางภาพยนสตร์อย่าสนุกสนาน บ้าบอคอแตก และไม่ประนีประนอม  ในขณะเดียวกันหนังไม่ได้ทำหน้าที่ยั่วล้อตัวเองในชั้นเดียวหากในตัวบทของมันเองก็มีชีวิต มีหัวใจอยู่ด้วย  การรับชมหนังเรื่องนี้เหมือนการนั่งรถไฟเหาะตีลังกา  หนังอาศัยเรื่องเล่ามาย้อนทวนความเป็นเรื่องเล่าของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้พอใจอยู่แค่นั้น เพราะหัวใจของมันอยู่ที่การเล่าเรื่องด้วย โดยส่วนตัวนี่คือหนึ่งในหนังที่ท้าทายผู้ชมที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบปีที่ผ่านมา

อ่านเกี่ยวกับหนังยาวๆได้ที่นี่ครับ
http://fuse.in.th/blogs/comment/100

 

2. TIME WITHIN TIME  (MENNO OTTEN/2009/NETHERLANDS) 
          หนังสั้นจากเนเธอร์แลนด์เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าพาเราไปสังเกตุการณ์ใบหน้าของผู้คนที่เราพบบนถนน หนังทำโดยการตั้งกล้องไว้ตามสถานีรถไฟ ป้ายรถเมลล์ เฝ้ามองใบหน้าของคนผ่านทางโดยมุ่งหมายเก็บภาพใบหน้าของผู้คนในโมงยามของการรอคอย ช่วงเวลาที่บางคนเลื่อนไหลลงในภวังค์ล้ำลึกส่วนบุคคล หนังจับจ้องใบยังใบหน้าซึ่งเราไม่อาจอธิบายออกมาเป้นตัวหนังสือได้ บางคนเศร้าสร้อยในสำนึกแล้วสูดลมหายใจลึดเพื่อก้าวต่อ บางคนบ่นพึมพำกับตัวเอง บางคนเหม่อค้างคว้างคอย บางคนอาจจะมอยู่กับหน้าหนังสือพิมพ์ โลกหลังหูฟัง  ภาพทั้งหมดถูกร้อยเชื่อมโดยไร้บริบทราวกับผู้กำกับปล่อยให้เราทิ้งไว้เบื้องหน้าภาวะลึกลับของมนุษย์ ซึ่งค่อยๆก่อร่างขึ้นต่อหน้าดวงตาของเรา นี่คือหนังที่ดูเหมือนง่ายแต่ยาก เพราะมันคือหนังที่เล่นกับความเป็นมนุษย์จริงๆ

ดูตัวอย่างหนังได้ที่นี่ครับ
 

 
 

3. NOW SHOWING  (นิติพงศ์ ถิ่นทัพไทย/2009/ไทย) 
         หนังเล่าเรื่องของหมู่บ้านเล็กๆที่บ่ายวันหนึ่งต้องต้อนรับรถฉายหนังเร่ที่มาขึงจอฉายหนังในหมู่บ้าน หนังติดตามบรรดาเด็กๆ ในหมู่บ้าน ที่จินตนาการตัวเองเป็นพระเอกนหนังสงครามไล่ยิงด้วยปืนในจินตนาการกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ตกค่ำก็ล้อมวงกันฉายหนังที่ทำเองกับมือ ขึงจอจากเศษถุงพลาสติก เอาตัวละครจากกระดาษตัด มาสร้างเรื่องที่จินตนการขึ้นมาเองโดยมีกองไฟเป็นแหล่งกำเนิดแสง หนังทิ้งช่องว่างอย่างมีระยะระหว่างเด็กๆ ถ่ายทอดออกมาอย่างนุ่มนวลโดยไม่ปล่อยให้มีเหตุการณ์พลิกผันใดๆ หรือบทสนทนาที่เป็นชิ้นเป็อัน เป็นเพียงการลอบสังเกตการณ์ที่เงียบเชียบและสวยงาม ฉาก การเผาจอ(ที่ถูกคือจอลุกติดไฟไปเอง) ในช่วงท้าย ยั่วล้อกับ PHANTOM OF NABUA ของอภิชาติพงศ์ ได้อย่างน่ารักน่าชังดี เพราะแทนที่จะให้ความรู้สึกชวนขนหัวลุก มันกลับให้ความรู้สึกขบขันและงดงามดีเหลือเกิน


4. ALL MOUNTAINS ARE LOOK ALIKE (CHRISTELLE LHEUREUX/2008/FRANCE) 
        หนังสั้นแสนหวานที่ว่าด้วยเด็ดสาวที่หลงทางบนภูเขาในคืนหิมะตกแล้วได้พบกับ เพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้ว ตัวหนังเล่าเรื่องเรียบง่ายและแทบไม่มีเทคนิคใดๆพิสดาร แต่การประสานระหว่างคำ และภาพในหนังกลับให้ความรู้สึกสวยงามลึกซึ้ง การสูญเสียคนที่รักให้กับความตาย การหลุดหลงและการดำเนินชีวิตอยู่ต่อไป หนังง่ายๆเรื่องนี้เล่าออกมาอย่างง่ายๆด้วยอารมณ์อันนุ่มละมุนยิ่ง

 


5. LETTER TO UNCLE BOONME  (APICHATPONG WEERASETHAKUL/2009/THAI) 
          มันคือภาพชวนขนลุกเมื่อกล้องลากตัวเงียบเชียบเข้าไปในบ้านหลัหนึ่ง บ้านโบราณซึ่งไม่มีผู้คนอยู่ มีแต่ห้องหับว่างเปล่า รูปภาพและปฏิทินข้างฝา พัดลมส่ายโงนเงน ลูกโป่งลายคิตตี้ล่องลอยอยู่ที่บานหน้าต่าง มีลูกกลมประหลาดขนาดใหญ่เท่ายานอวกาศอยู่ข้างบ้าน และถึงที่สุดก็มีทหารนอนกระดิกตีนอยู่บนบ้าน!  ภาพต่อเนื่องจากหนังอย่าง PHANTOM OF NABUA และยังคงส่งต่อไปสู่ หนังยาว ‘ลุงบุญมีผู้ระลึกชาติ’ซึ่งยังไม่เสร็จสมบูรณ์ หนังยืนอยู่บนพื้นภูมิปูมประวัติศาสตร์ เสียงปืนแตกในยุคหกตุลา และเลือกภาพทั้งหมดมาอภิบาย การสาบสูญไปของผู้คน  หนังซ้อนเสียง แสดงอีกระนาบของเรื่องเล่าซึ่งยังคงวนเวียนอยู่ว่าก้วยทีมสร้างหนังที่เอาชีวิตของลุงบุญมีผู้ระลึกชาติไปทำเป็นหนัง และกำลังตัดต่อประวัติศาสตร์ ของลุงบุญมี ผ่านการดัดแปลงทัศนียภาพ การพูดซ้ำต่างสำเนียงให้ความรู้สึกประดุจเดียวกับการกลับชาติมาเกิดที่ไม่ว่ากี่ชาติก็ไม่อาจหลบพ้นการกดขี่ ขับไล่ และรื้อทำลายความจริงอยู่ซ้ำร่ำไป

ดูหนังทั้งเรื่อง (ได้ในระยะสั้นๆ) ที่นี่ครับ
http://www.theauteurs.com/films/4093

 

6. กู่ก้องบอกรักนิรันดร (PERU TIME) ( เฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง/2009/ไทย)
         
  ลองธิบายหนังเรื่องนี้สักเล็กน้อย เราอาจจะเข้าใจหนังได้มากขึ้น
            เริ่มจากการทำลายขนบของการขึ้นชื่อภาพยนตร์ หนังที่มีชื่อไทยว่า กู่ร้องบอกรักนิรันดร แต่เราไม่เห็นชื่อไทยสักครั้งในหนังนี้  เริ่มต้นด้วยการขึ้นชื่อภาษาอังกฤษ PERU TIME(ซึ่งไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร)  ยาวนานเกือบนาที  จากนั้นภพก็ปรากฏ ภาพซึ่งทำลายกระทั่งขนบของหนังทดลอง (ถ้ามี ) นี่คือภาพของท้องทุ่งในช่วงตะวันตกดิน กล้องจ้องมองเพียงแต่ภาพอย่างยาวนานด้วยการแบบกระตุกแต่ไม่ลื่นไหล (ไม่ใช่แบบการถือกล้องแล้วกล้องสั่นไหวตามมือที่สั่น แต่เป็นลักษณะกระตุกๆแบบดิจิตัล  ) ภาพจ้องมองเหตุการณ์ตะวันตกดินด้วยเวลาเกือบเท่าเวลาจริง เพียงแต่ในช่วงกลางตัดสับด้วยภพที่มีขนาดเล็กกว่า(น่าจะถ่ายจากมือถือ - เดาเอาเอง) และตลอดเวลานั้น มีตัวหนังสือที่อ่านไม่ออกปรากฏขึ้นเป็นระยะ (ราวกับผู้กำกับลืมเปลี่ยนภาษาก็มิปาน)   
           นี่เป็นหนังจำพวกที่มุ่งเน้นการมอง หนังในแบบคล้ายคลึงกับก่อนฝนตกของศาสตร์ ตันเจริญ ซึ่งไม่ใช่ว่าหนังทุกเรื่องจะทำหน้าที่ในการเล่าเรื่อง หนังบางเรื่องก็ทำหน้าที่ในการแชร์ประสปการณ์การมองเห็น (เพราะภาพยนตร์คือภาพฉายที่ต้องใช้ตามอง)  การจ้องมองที่ประสงค์จะไม่สื่อสารนี้ (การไม่ประสงค์จะสื่อสารถูกฉายผ่านตัวอักษรที่ไม่มีวันอ่านออก) ทำลายขนบการรับรู้ของผู้ชมลงไปหมดสิ้น ภาพที่กระตุกทำลายสุนทรียศาสตร์ ของการมองเห็น ตัวอักษรทำลายความสามารถในการสื่อสาร (ถ้ามี) และ หนังเรื่องนี้ทำลายรูปแบบความเข้าใจที่เรามีต่อหนัง (ซึ่งอาจจะครอบคลุมไปถึงหนังทดลองด้วย)


7.มธุรส  (ธณัฐชัย บรรดาศักดิ์ /2009/ ไทย)
         ภาพยนตร์ทดลองอีโรติค ที่พาผู้ชมท่องไปในความมืดอันพิเศษพิสุทธิ์ ภาพอันไม่ปะติดปะต่อของเก้าอี้พลาสติก ผนังแตกร้าว ผู้ชายที่ถูพื้นอยู่ในร้านวีดีโอ ภาพเคลื่อนไหวของการร่วมรักอย่างถึงพริกถึงขิงกล้องซึ่งค่อยๆคืบเคลื่อนเข้าหากระทั่งมันค่อยๆคลี่คลายไปเป็นอุโมงค์ของขบวนรถไฟ ภาพสะท้อนอุปมาการ่วมรัก อันแสนพิลาศพิไล
         หลังจากปีที่แล้วธณัฐชัยบุกเข้าไปในความฝันย่ำค่ำของผู้คนปีนี้เขากลับมาพร้อมกับความมืดอันสุขล้ำแห่งเพศรส ‘มธุรส’ กลายเป็นการบันทึกภาพความฉ่ำหวานทางกามารมณ์ซึ่งนี่ไม่ใช่หนังที่ว่าด้วยการร่วมรัก (ซึ่งในกรณีนั้นเราคงต้องมีตัวละครร่วมรัก) แต่เป็นหารมุ่งแสดง ‘รส’แห่งรัก แม้เราไม่อาจอธิบายเรื่องรางของหนังได้บอกได้แต่เพียงว่านี่คือหนังชวนฉงนที่ให้อารมณ์เชิงกวีดิ่งด่ำล้ำลึกลงในมธุรสแห่งเพศสัมพันธ์ ราวกับผู้ชมได้ร่วมสังวาสกับภาพเคลื่อนไหวบนจอเลยทีเดียว

 



8.กระเป๋านักเรียนของหงสา  (ศุกโมกข์ ศิลารักษ์ /2008/ไทย)
            นี่คือหนังสั้นเรื่องล่าสุดของ ศุภโมกข์ ศิลารักษ์ คนทำหนังที่ควบตำแหน่ง NGO ไว้ด้วยในคราวเดียว หนังเรื่องนี้ชนะรางวัลที่ 1 ในการประกวดหนังสั้นจากเทศกาล World- Film Festival ในปีที่ผ่านมาหนังของศุภโมกข์มักแกว่งไกวระหว่างการเป็นหนังสั้นเล่าเรื่องที่มีวิธีการทาง ศิลปะน่าสนใจไม่ว่าจะเป็นการใช้ผู้คน สถานที่อันสมจริง ผนวกกับเรื่องเล่าที่เลือนเส้นระหว่าง  เรื่องจริงกับเรื่องแต่ง กับการเป็นหนังสั้น NGO ที่ทำขึ้นเพื่อ  รับใช้เป้าประสงค์ในการตีแผ่ปัญหาสังคมแบบตรงไปตรงมาและเร้าอารมณ์
          ใน ‘กระเป๋านักเรียนของหงสา’ ก็เช่นกัน หนังเล่าเรื่องของหงสาและเด็กนักเรียนพลัดถิ่นลูกหลานของแรงงานต่างด้าวที่ เข้ามาเป็นแรงงานไร้นามในสมุทรสาคร หนังวางภาพการถูกกดขี่หลากหลายชั้นไว้ตามที่ต่างๆ ทั้งเหตุการณ์จับเด็กพม่าไปขาย การถูกตำรวจ (หรือคนที่ปลอมเป็นตำรวจ) รีดไถเงินโดยไม่มีทางสู้ ทั้งหมดถูกนำเสนอตรงไปตรงมาแต่ไม่แข็งทื่อ มุ่งหมายเร้าอารมณ์ เราติดตามชีวิตของหงสาไปเรื่อยๆ
         ภาพฉายทั้งมวลใน ‘กระเป๋านักเรียนของหงสา’ นั้นสุ่มเสี่ยงต่อการกลายเป็นหนัง NGO ดาดๆ ที่เล่าด้วยน้ำเสียงโรแมนติก ง่ายต่อการใส่มรสุมชีวิตโหดร้ายกดขี่จนคนไทยเป็นยักษ์มาร หรือเชิดชูจนคนต่างด้าวเป็นวีรบุรุษ ซึ่งในที่สุดวิธีการนั้นก็มักย้อนมาทำ ร้ายความจริงของตัวเรื่องจนทำให้หนังกลุ่มนี้ถูกมอง (อย่างหมั่นไส้) ในฐานะหนังเล่าเรื่องที่เกินจริงและลดทอนความเข้มข้นในการเสนอปัญหาไป แต่ดวงตาของศุภโมกข์ที่มองทุกอย่างอย่างเป็นธรรมทำให้หนังรอดพ้นจากข้อหา นั้น ขณะเดียวกันก็ทรงพลังในการนำเสนอปัญหาและยกระดับตัวเองไปเป็นหนังสั้นที่ ตั้งธงวิพากษ์ได้อย่างหนักแน่นด้วย


9. กาลนิรันดร์  (อิสระ บุญประสิทธิ์/2009/ไทย)
         พ่อของเขาเป็นหมออนามัย  พ่อทำงานที่สถานีอนามัยเล็กๆแห่งหนึ่งมายาวนาน อาจจเกือบทั้งชีวิต หรือไม่อย่างน้อยก็นานพอที่ใครๆจะรู้ว่าพ่อเป็นหมอ  พ่ออาศัยอยู่ในบ้านพักเพียงลำพัง  ตอนเช้าพ่อจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำงาน พอตกเย็นก็ขี่กลับบ้าน เลี้ยงปลา ปลูกต้นไม้ทำนั่นนี่ไปเรื่อยๆ  พ่อไม่ยอมไปหาหมอ ทั้งๆตัวเองเป็นหมอและกำลังป่วย  เย็นหนึ่งพ่อคุยโทรศัพท์กับใครสักคน ปลายสายบกว่าลูกชายจะกลับบ้านในอีกไม่กี่วัน  แล้วลูกชายก็มาถึง เขาเตร็ดเตร่อยู่ที่ตลาด แวะซื้อดอกไม้ไฟ วันนั้นพ่อขับรถมารับลูกชายกลับบ้าน จากนั้นก็พาซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปไหนต่อไหน เวลาไปถึงที่ไหนใครก็ทักทายว่านั่นลูกชายเหรอ โตแล้วนะ ดีแล้วที่ไปเรียนที่กรุงเทพ
         ดูเหมือนลูกชายแบกความเสียใจมาจากกรุงเทพ แต่พ่อไม่ได้ถาม เขาก็ไม่ได้บอก เลาพ่อไม่อยู่บ้าน เขาแก้ผ้าอาบน้ำ  ออกมานั่งร้องให้เงียบๆ ออกไปมองดูเด็กๆเล่นกันที่ทุ่งหลังบ้าน  เวลาอยู่กับพ่อ พวกเขาไม่คุยกันมากนัก พ่อไม่ถามอะไรจู้จี้ อาจจะพูดเตือนเขาบ้าง เขาเองก็ไม่ได้บอกเล่าอะไร ค่ำวันหนึ่ง้ขาจุดดอกไม้ไฟให้พ่อดู ดอกไม้ไฟสุกสว่างอยู่เพียงชั่วคราวก็ดับไป วันต่อมาลูกชายกลับกรุงเทพ ก่อนกลับดูเหมือนเขาทิ้งบางอย่างไว้ให้พ่อ  พ่อออกไปทำงานอีกแล้ว ช่วนาทีหนึ่งขณะสวมรองเท้าพ่อมองเห็นรองเท้าแตะของลูกชายบนขั้นบันใด เขาชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง 
        พ่อขี่รถออกไปแล้ว แต่ลืมอะไรบางอย่าง พ่อกลับเข้าบ้าน สิ่งที่พ่อลืมเพียงแค่หมวกกันน๊อค พ่อขี่รถออกไปแล้วหนังก็จบลง 
         เรียบง่าย งดงาม และร้าวราน เป็นสิ่งที่เราพอจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ได้ นี่คือหนังที่เล่าความสัมพันธ์ของพ่อลูก ออกมาได้อย่างสมจริง และทรงพลัง  หนังปล่อยให้คนดูสังเกตชีวิตของตัวละครมากกว่าจะสร้างเรื่องราวจุดขัดแย้ง เหตุการณ์ที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายค่อยๆเปิดเผยถึงความรู้สึกลึกๆๆที่อยู่ ข้างในของตัวละคร โดยไม่จำเป็นต้องแสดงออกให้ล้นเกินแต่อย่างใด ภาพชนบทในหนังเรื่องนี้ก็ถูกนำเสนอยอ่างตรงไปตรงมา หนังใช้ชาวบ้านจริงๆมาเล่นบทชาวบ้าน ซึ่ง้แสดงกันอย่างเป็นธรรมชาติ ความไม่ปรุงแต่ของมัน(หรือปรุงแต่งแต่พองาม) ทำให้ภาพอันิ่งงันของหมู่บ้านชนบทเผยตัวขึ้น  ฉากสำคัญฉากหนึ่งที่อธิบายหนังทั้งเรื่องได้เลยคือฉากีที่ลูกชายร้องขอไม้ ขีดไฟจากพ่อสำหรับไปจุดดอกไม้ไฟ เขาเองมไฟแช๊ค แต่อาจจะไม่อยากให้พ่อรู้ว่าตวัเองสูบบุหรี่ เขาจึงร้องหาไม้ขีดไฟ  แต่ไม้ขีดของพ่อนั้นจุดเท่าไหร่ก็ไม่ติด ที่สุดเขาจึงล้วงไฟแช๊คของเขามาจุดดอกไม้ไฟเสียเอง หากคนรุ่นพ่อของเขาคือคนรุ่นไม้ขีดไฟ เขาก็คือคนรุ่นไฟแช๊ค แต่ไฟแช๊คจของเขาไม่ได้เอาไว้ทำครัวเหมอนของพ่อ มันเอาไว้จุดบุหรี่ที่เผาผลาญตัวเอง กับไว้จุดดอกไม้ไฟ ที่สว่างวาบชั่วครู่ ขณะที่พ่อของเขาเป็นเหมือนกลางคืนอันเงียบสงบ เป็นเสมือน กาลอันเป็นนิรันดร์
 

10. ต้อม  (ศุภิสรา กิตติคุณารักษ์/2009/ไทย)
          หนังเล่าเรื่องของหญิงสาวนางหนึ่งซึ่งอาศัยอยุ่กับคนรักท่าทางประหลาดพิกลใน ห้องพักมืดสลัว  วันหนึ่งก่อนเธอออกไปทำงานขาขอร้องเธอว่าไม่ไปได้ไหม แต่เธอก็ไป ก่อนออกจากห้องเธอบอกเขาว่าอย่าลืมกินยา  หากพอเธอกลับมาในตอนมืดเธอก็พบเขานอนเป็นศพอยู่แล้ว แต่แทนที่เธอจะแจ้งตำรวจ เธอกลับเอาผ้าคลุมเตียงมาห่อศพ  จุดเทียนรอบๆแล้วนั่งจ้องมองศพบนพื้น ใช้ชีวิตอยู่กับศพ ฉีดยาบางอย่างให้กับศพ แล้วออกไปข้างนอก  ออกไปขายตัวที่หัวลำโพง  เธอไปกับผู้ชายมากหน้า (น้องนักแสดง(ซึ่งเป็นผู้กำกับเอง) ลงทุนเล่นจริงเปลือยอกจริง) มีเซกส์กับพวกผู้ชาย แล้วแทงเขาด้วยเข็มฉีดยา เราไม่อาจรู้ได้ว่าเธอทำอะไรกันแน่ แต่มันหลอนมาก และในเวลาต่อมา เธอตั้งครรภ์ โกนหัวตัวเอง เลี้ยงลูกอยู่ในห้องน้อย เอาเด็กมานอนกอดไว้ข้างๆศพที่ยังคงอยู่ใต้ผ้าคลุมหลับไปเหมือนครอบครัวแสนสุข
          ปัญหาเดียวของหนังคือเรื่องของการบันทึกเสียงซึ่งไม่อาจแน่ใจว่าเป็นความตั้งใจของผู้กำกับหรือไม่ แต่เสียงอู้อี้ของหนังยังผลส่วนหนึ่ง ให้ความต่อเนื่องที่หนังทำหล่นไปบางช่วงแล้วหายแล้วหายเลย กลายเป็นว่าสุดท้ายเราไม่รู้อีกแล้วว่าตัวละครทำอะกับผู้ชายเหล่านั้น และทำไปเพื่ออะไร ยาฉีดมันเพื่ออะไร 
          อย่างไรก็แล้วแต่ โยนทุกอย่างทิ้งไปให้หมดเลย เพราะหนังโดดเด่นด้วย ธาตุ (นึกถึงคำฝรั่งที่ว่า element ซึ่งปกติแล้วน่าจะแปลว่าองค์ประกอบ แต่มันฟังดูวิททยาศาสตร์และจับต้องได้มากไป คำว่าธาตุน่าจะเหมาะกว่า) แห่งความมืดมนชั่วร้าย  ที่จริงแล้วถ้าหนังถ่ายฟิล์ม และมีโปรดักชั่นดีๆกว่านี้หนังอาจจะขยับไปใกล้หนังบางเรืองของ จอร์จ บุทแกไรต์ได้ เนื่องเพราะหนังมีธาตุอันชวนสะพรึงคล้ายๆกัน ซึ่งไม่แนใจว่าผมจะชอบมันเท่านี้ไหมถ้ามันไปไกลขนาดนั้น เพราะโดยส่วนตัวผมพบว่าผมชอบความมืดมัวซัวแบบในหนังเรื่องนี้ และชอบความไม่สามารถปะติดปะต่อด้วยหลักคิดเหตุผลสมจริงในหนังได้ด้วย