Paris, je t’aime ตอน Quartier Latin...“ผัว-เมีย ละเหี่ยใจ”
ในบรรดาหนังประเภท “สามัคคีชุมนุม” (หนังรวมหลายผู้กำกับภายใต้หัวข้อเดียวกัน) หนังชุด Paris, je t’aime จัดว่าหวือหวาที่สุดในปี 2006 ก็ว่าได้ ด้วยบรรยากาศอันอวลด้วยความโรแมนติกทั้งยามแดดออก ยามเย็น และยามค่ำของกรุงปารีสนั้น ว่ากันว่า ความรักย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ ... ในภาพยนตร์ความยาวเรื่องละราว 5 นาทีจำนวน 18 เรื่องนี้เชื่อว่าคงต้องมีอย่างน้อยเรื่องหนึ่งที่โดนใจคุณบ้างล่ะ

สำหรับผมแล้วขอเลือกเรื่อง ย่านลาติน - “รักต้องบอก” (ชื่อภาษาไทยฟังดูแหม่งๆ ไม่เข้ากับเรื่องเอาซะเลย) ผลงานกำกับของ เฟรเดอริก โอบูร์แตง และ เฌอราด์ เดอปาร์ดีเยอ
หนังเริ่มด้วยชายและหญิงวัยเกษียณคู่หนึ่งนัดพบกันยามค่ำที่ร้านอาหารระดับหรูพอใช้ ที่มีเจ้าของร้านลงทุนเป็นบริกรเองอย่างมีไมตรียิ่ง
สังเกตจากภาษากายและภาษาพูดเพียงประโยคแรกๆ ก็พอจะจับทางได้แล้วว่า ผู้สูงวัยคู่นี้คืออดีตผัวเมียที่แยกกันอยู่มานานแล้วโดยพฤตินัย และกำลังจะหย่ากันอย่างสมบูรณ์ทางนิตินัย
หญิง : นึกว่าทนายความของคุณจะมาด้วย
ชาย : จะมาพรุ่งนี้ แล้วทนายของคุณล่ะ
หญิง : โอ๊ย...เรื่องนี้ปล่อยให้ทนายของคุณจัดการไปเถอะ
บทสนทนาถ้อยทีถ้อยอาศัยของทั้งคู่ เหมือนกำลังฉายภาพอดีตอันอบอุ่น งดงาม ที่วันนั้นยังเปี่ยมไปด้วยความรัก
หญิง : ฉันขอให้คุณมีความสุขนะ คุณเคยเป็น...พ่อที่ดี
ชาย : ใช่...ผมทำให้ลูกขำได้เสมอแหละ

แต่ชีวิตครอบครัวช่างน่าเศร้า ที่วันหนึ่งต้องมานั่งคุยกันด้วยประโยคต่อมา
หญิง : แฟนคนล่าสุด เค้าเด็กกว่าฉันเยอะ อาชีพก็ไม่ได้เป็นโล้เป็นพายอะไร คือ เค้าเป็น...นักปั่นน่ะ
ชาย : หา อะไรนะ นักปั่น...ปั่นอะไร??
หญิง : ปั่นจักรยานไง นั่นล่ะอาชีพเค้า ปั่นขึ้นเขาลงห้วยไปทั่ว...คุณคงเข้าใจนะ
ชาย : เปล่า ผมไม่เคยเข้าใจอะไรเกี่ยวกับคุณเลย (บรรยากาศเริ่มเครียด)
รักเพื่อเติมเต็มในสิ่งที่พรากจากขาดหาย เพื่อลบรอยความกลัวการแยกจากที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใต้สำนึกซึ่งได้ก่อตัวมาตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่
โลกนี้ดำรงอยู่ได้จนบัดนี้ก็เพราะยังมีความรัก และความรักนั้นมีอยู่ในทุกหนแห่งก็จริงอยู่ แต่การพรากจากกันก็คือสัจจธรรมแห่งชีวิต ไม่ว่าจากเป็น จากตาย จากร้าย จากดี
หญิง : คุณจะทำแบบนี้จริงๆ เหรอ เฮ้อ...ฉันไม่เคยคิดเลยนะว่าวันหนึ่งเราจะ...
ชาย : ...หย่ากัน...
อย่างน้อยๆ สามีภรรยาอาวุโสคู่นี้ก็ (พยายาม) จะจากกันตอนยังไม่ตาย (จากเป็น) และให้การแยกกันเป็นไปด้วยดี ด้วยหวังว่าคงมีสักวันที่ครอบครัวใหม่ของทั้งคู่จะได้มาเชื่อมไมตรีเป็นครอบครัวใหญ่

“คุณทั้งสองจะครองรักกัน ห่วงใยกันทั้งยามสุขและทุกข์ จะไม่ทอดทิ้งกันจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
หลังจบบทอวยพรของบาทหลวง เจ้าบ่าวก็บรรจงสวมแหวนให้เจ้าสาวท่ามกลางใบหน้าเปี่ยมสุขของเหล่าสักขีพยาน ก่อนที่จะก้าวไปสู่สิ่งที่ทั้งคู่วาดฝันไว้คือชีวิตใหม่ที่อบอวลด้วยความรักความเข้าใจนิรันดร แล้วก็รักกันตลอด 50–60 ปี กระทั่งตายจากกัน อยู่ด้วยกันจนถือไม้เท้ายอดทอง ระบองยอดเพชร รักกันจนแก่จนเฒ่า (ยันเข้าโลง)
แต่กว่าจะถึงวันนั้น หลายคู่ก็ไปไม่ถึงเพราะเรือรักล่มกลางทาง ทิ้งไว้เพียงภาพของ ‘ผัวเมียละเหี่ยใจ’ ที่ก่อสงครามทิฐิไม่เว้นแต่ละวัน
บรรยากาศที่เคยสดใสในยามรัก มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นสงครามซ้ำๆ ซากๆ ในยามชัง
ยามที่ทั้งคู่ตกอยู่ในห้วงรัก น้ำต้มผักที่ว่าขมก็หวาน หัวใจสีชมพูของคู่รักเหมือนหลอมรวมเป็นดวงเดียวกัน ทำให้ความขัดแย้งกันทางบุคลิกภาพ (Interpersonality Conflict) ถูกมองข้าม
1. มองความ ‘ซีเรียส + ระเบียบจัด’ ของอีกฝ่ายว่าเป็น ความมั่นคง (ที่ตัวเองเฝ้าใฝ่หา) และน่าทึ่ง!
2. มองความ ‘ไร้ระเบียบ’ ของอีกฝ่ายว่าเป็น ความอิสระและสนุกสนาน (ที่ตัวเองใฝ่หาอยู่เช่นกัน)ความเลอะเทอะขาดวินัยตามใจตัวเองของเขากลับกลายเป็นความ ‘น่ารักเหมือนเด็กๆ’ ในสายตาของเธอ…ยามอยู่ในภวังค์รัก
ทั้งหมดนี้คือความรักขั้นที่ 1 ‘รักหลงใหล พาใจให้ล่องลอย ’ แต่เมื่อทั้งคู่ก้าวมาถึงความรักขั้นที่ 2 ‘ถอยกลับมาเป็นตัวของตัวเอง ’ หมดเวลาใส่แว่นตาสีชมพูแล้ว เมื่อกลับสู่ชีวิตจริงอีกครั้งก็จะเกิดปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่
- ความไร้ระเบียบกลายเป็น ความชุ่ย ที่เห็นแก่ตัวและ น่ารำคาญ
- ส่วนความเจ้าระเบียบก็ไม่ต่างจากความ จุกจิกจู้จี้ และ น่ารำคาญพอๆ กัน
ชาย : ครอบครัวใหม่ของเราทั้งคู่คงจอยกันได้แน่ ถ้าคุณลดความปากมากจู้จี้ลงหน่อย!
หญิง : (หุบยิ้มทันที) ว่าแต่คุณเถอะ แก่ปูนนี้ใส่กางเกงให้มันเรียบร้อยเป็นรึยังล่ะ!
(บรรยากาศซีเรียสขี้นมาอีกแล้ว เฮ้ออออ......)
ใครที่ดูหนังตอนนี้หรืออ่านบทความนี้จบ และกำลังจะเข้าประตูวิวาห์ก็อย่าเพิ่งตกใจ มองอนาคตอย่างหดหู่นะครับ
ความรัก คือปรากฏการณ์แห่งธรรมชาติที่มักเริ่มคล้ายกัน (แม้ว่าจะจบไม่เหมือนกัน) นั่นคือ เริ่มด้วยการเกิดความรักแบบโรแมนติก (Romantic Love), เมื่อวันเวลาผ่านไป ความรักจะพัฒนาไปเป็นรักมั่นคง และรักที่มีเหตุผล (Logical - Sensible Love) ครั้นร่วมคู่อยู่กินกันนานๆ เข้าจนลูกๆ โตเป็นหนุ่มเป็นสาว สามีภรรยาก็จะผูกพันกันดังความรักฉันเพื่อน (Lifelong Friendship)
สิ่งที่น่าสังเกตคือ คู่ที่อยู่ด้วยกันนานๆๆๆนั้น มักมีความเข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกันว่า เมื่อตอนเริ่มจีบเริ่มตกหลุมรักใหม่นั้น จะอยู่ในภาวะที่เรียกว่า Idealization คือเหมือนสวมแว่นสีชมพู เห็นแต่ความเลิศเลอเพอร์เฟ็คต์ของคนที่ตัวเองหลงรักโดยไม่เห็นข้อบกพร่องใดๆ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป แว่นชมพูก็สีจาง ความจริงชัดเจนขึ้น คู่รักที่มีวุฒิภาวะเพียงพอก็จะเติบโตทางความคิด จะเข้าใจข้อบกพร่องของอีกฝ่าย และจะประเมินได้เองว่า จะยอมรับได้มากน้อยแค่ไหนว่าข้อบกพร่องนั้นมันเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเป็นเรื่องใหญ่ในการครองชีวิตคู่
...ภายใต้สัจธรรมของทุกชีวิตที่ว่า ในโลกนี้ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ
คลิกชม Paris, je t’aime ตอน Quartier Latin :
- Tags: หนังสั้น, short film, Romantic, Quartier Latin, Paris, Love, je t’aime





Comments
#4468
Comment by
longge008 |
Mon, 2010-09-20 12:41
#3596
Comment by
longge (not verified) |
Wed, 2010-04-28 10:33